วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

หมาหลง

ในทางการเมือง หมาหลง หมายถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งหน้าใหม่ ที่มาจากถิ่นอื่น หรือมีพื้นเพอยู่ในถิ่นอื่น ลงสมัครเดี่ยวแข่งกับผู้สมัครที่เป็นแชมป์เก่าในพื้นที่ของตนเองมายาวนานอยู่แต่ก่อน

ในการนี้ ผู้สมัครที่ถือว่าเป็นหมาหลง นอกจากจะต้องมีอาวุธกระสุน และทุนที่จำเป็นต่างๆให้มากมายเพียงพอ ที่จะเอาชนะคู่แข่งเจ้าของพื้นที่แล้ว

ยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากหัวคะแนนในพื้นที่ ที่มั่นใจว่ามีอำนาจบารมีเพียงพอจะรวบรวมคะแนนเสียงได้มากๆด้วย

พร้อมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อต่างๆ ว่าทำไมตัวเองถึงน่าเลือกกว่าเจ้าถิ่นเดิม ผู้ที่เคยปักหลักมั่นคงมาก่อนอย่างยาวนาน (มักใช้สำนวนว่า นอนมา ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง)


หมาลงในทางการเมืองนี้ หากดูจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะพบว่า ในหลายกรณีก็ประสบความสำเร็จ สามารถล้มแช้มป์เก่าลงได้


แต่ก็มีหลายกรณีเหมือนกันที่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยมีปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แพ้ชนะดังที่ได้กล่าวไปแล้ว


กับหากดูกันยาวๆต่อไปอีก จะสังเกตได้ด้วยว่า หมาหลงที่แพ้ มักจะเข็ด ไม่ค่อยกลับมาอีก


แต่หมาลงที่ชนะ ก็ใช่ว่าจะอยู่ได้ทนทานนานตลอดเสมอไป มีเหมือนกันที่บางทีอยู่ได้เพียงสมัยเดียวหรือสองสมัย ก็ถอดใจเลิกไปเอง


ส่วนปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ก็น่าจะเพราะผลงานไม่ดีจริง ไม่สามารถเข้าถึงใจประชาชน


หรือไม่ก็มีจุดอ่อนแยะ จนฝ่ายตรงข้ามเปิดแผลเอามาขยายผล จนผู้มีอำนาจบารมีที่เคยสนับสนุนก็ชักจะเบื่อ สุดท้ายจึงต้องทำใจเลิกไปเอง


จากนั้น จะไปเป็นหมาหลงต่อที่อื่นอีกหรือไม่ มักขึ้นอยู่กับว่า ยังพอมีคุณสมบัติอะไรดีๆเหลืออยู่ พอจะให้พรรคต้นสังกัดเอาไปลงทุนขายทีอื่นต่อบ้างไหม


หรือไม่ก็เปลี่ยนสถานะจากหมาหลง กลายเป็นงูเห่า ย้ายพรรคไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามเสียเลย


ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิเคราะห์การเมือง แต่อดเปรียบเทียบเรื่อง หมาหลง นี้ กับวงการลูกจ้างบ้างไม่ได้


เพราะดูๆไปแล้วก็มีกรณีเปรียบเทียบ ให้เห็นได้ในหลายๆองค์กร หลายๆครั้งอยู่เหมือนกัน


ขอใช้วิธีปูพื้นเล่าเรื่องเดิมก่อน เริ่มจากว่าในอดีตนั้น การเติบโตในชีวิตหน้าที่การงานของบรรดาลูกจ้าง มักขีดวงอยู่แต่เพียงภายในองค์กรเดียวกัน

หรือหากเป็นองค์กรที่ขนาดใหญ่มากๆ อย่างภาครัฐ หรือกลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ก็มักจะขีดวงย่อย แยกออกมาเป็นอีกหน่วยงาน หรือหน่วยธุรกิจขององค์กรนั้น


ลูกจ้างที่มีความสามารถโดดเด่น พร้อมองค์ประกอบอื่นๆ อันที่เป็นที่พอใจของนายจ้าง จะได้รับการปรับระดับเลื่อนขั้นขึ้นไปเรื่อยๆ และจบลงที่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงๆ


แน่นอนว่า พอระดับสูงขึ้น การแข่งขันก็จะมากขึ้นตามไป


ในทุกแห่งหนทุกกรณี จึงต้องมีผู้ "อกหัก" ไม่สามารถขึ้นไปกินตำแหน่งสูงๆอย่างที่คาดหวัง กันอยู่เสมอ


แต่ในอดีตนั้น การจ้างงานจะเป็นแบบที่ฝรั่งใช้คำว่า lifetime employment คือ เมื่อเข้าทำงานกับนายจ้างรายใดแล้ว นายจ้างก็รับเลี้ยงดูอยู่ยาวกันไปจนเกษียณอายุ


ลูกจ้างก็มีความภักดี (loyalty) ต่อองค์กรหรือตัวนายจ้างสูง ไม่ค่อยเปลี่ยนงานกันนัก หากไม่ได้มีปัญหาหรือเรื่องคับข้องใจกันจริงๆ


ผู้ที่อกหัก ไม่ได้รับตำแหน่งระดับสูงอย่างที่คาดหวังไว้ ก็มักจะทนอยู่ไปเรื่อยๆจนถึงวันเกษียณ (ยกเว้นเสียว่าวิ่งเต้นเก่ง หรือเล่นการเมืองเป็น ก็อาจหวนคัมแบ๊คกลับมาเป็นใหญ่ได้เหมือนกัน)


หรือบางทีนายจ้างก็เห็นใจ ตั้งตำแหน่งที่มีชื่อหรูๆดูดี แต่มักไม่มีอำนาจบทบาทอะไรนักให้เป็นการตอบแทน


เพิ่งจะในระยะหลังๆนี่เอง ที่วิธีการและนโยบายการจ้างงานเริ่มเปลี่ยนไป


ทั้งนี้เนื่องจากธุรกิจมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมากขึ้น


บุคคลากรในตำแหน่งหน้าที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับบริหาร ชักจะเริ่มขาดแคลน


นายจ้างส่วนใหญ่ จึงเริ่มไม่ยึดติดกับการจ้างงานในแบบเดิม


มีการรับคนนอกเข้ามาเสริมทัพในตำแหน่งสำคัญๆ หากเห็นว่าคนที่มีอยู่เดิมยังไม่พร้อม หรือความสามารถไม่เพียงพอ

ส่วนลูกจ้างรุ่นใหม่ๆ ก็เริ่มไม่ยึดติดเช่นกัน


หากคิดว่าตัวเก่ง แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างอย่างสมน้ำสมเนื้อ ก็มักไม่ลังเลที่จะมองหางานใหม่ ที่ทั้งผลตอบแทนและโอกาสก้าวหน้าที่ดีกว่า


จากนั้นเป็นต้นมา การย้ายงานก็เกิดขึ้นได้ในทุกระดับ


หากเป็นระดับขั้นต้น ก็ง่ายและทำได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกจ้างรุ่นที่เขาเรียกกันว่า gen z ในปัจจุบัน


ส่วนระดับกลางๆ หรือ mid career ก็ย้ายกันไม่น้อย กลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือรุ่น gen y ที่ว่ากันว่ามีความคล่องตัวสูง และคาดหวังความก้าวหน้าแแบบไม่ชอบรอต่อแถวใคร


มาถึงระดับบน ได้แก่พวกผู้บริหารระดับสูง หรือที่ชอบเรียกกันว่า executive  ซึ่งมักเป็นรุ่น gen x เสียมาก พวกนี้ส่วนใหญ่มีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนงานน้อย เพราะเริ่มงานและเติบโตมากับยุคที่การจ้างงานยังเป็นแบบตลอดชีพ


นอกจากนั้นแล้ว การทำงานอยู่เพียงที่เดียวมาเป็นเวลายาวนาน ก็มักจะซึมซับวัฒนธรรมองค์กร อันมีผลถึงวิธีคิด วิธีตัดสินใจ วิธีทำ ไปจนถึงวิธีที่จะพูดจากับผู้ร่วมงานในแต่ละระดับ ฯลฯ


ทั้งหมดนี้ ทำให้แรงจูงใจของเหล่าลูกจ้างระดับ executive รุ่น gen x ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือคิดจะเปลี่ยนงานไปลองผจญภัยในที่ใหม่ๆเพื่อต่อยอดความสำเร็จ มีไม่มากเท่ารุ่นอื่นๆ


ยกเว้นจะมีเหตุคับข้องใจ อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้วจริงๆ


ตัวอย่างเช่น


1.รุ่นน้องที่ตัวเองอุปถัมป์ค้ำจุนไว้อย่างใกล้ชิด ตั้งใจจะให้เติบโตขึ้นมาเป็นมือขวาของตน ดันข้ามหน้าข้ามตาแซงขึ้นมาเป็นนาย

2.เพื่อนร่วมงานที่ไม่ถูกเส้นกัน ดันได้เลื่อนขึ้นมาเป็นนาย


3.โดนเสือข้ามห้วย มาแย่งตำแหน่งใหญ่ที่ตัวเองหมายมั่นปั้นมือเอาไว้อย่างใจจดใจจ่อ


หากเจอแบบนี้ ทั้งๆที่(ตัวเองก็เชื่อว่า)ตั้งใจทำงาน ผลงานก็ดีมาโดยตลอด


แล้วนายจ้างยังทอดทิ้ง ไม่ใส่ใจดูแลหาวิธีปลอบใจตอบแทนให้ดูดีคุ่มค่าหน่อยละก็


คงไม่ทนอยู่ให้อายฟ้าดินอีกต่อไป 


ขอออกไปแสดงฝีมือ (หรือศักดิ์ศรีก็แล้วแต่) รับใช้นายจ้างอื่น ที่เขาเห็นคุณค่า และอ้าแขนต้อนรับด้วยความเต็มใจดีกว่า


สรุปได้ว่า จุดเริ่มต้นของหมาหลง ในวงการลูกจ้างระดับ executive ส่วนใหญ่มาจากจากอะไรๆแบบนี้

เมื่อตัดสินใจจะเป็นหมาหลงแล้ว ก็ต้องวางกลยุทธ์และเตรียมตัวให้พร้อมกับที่ๆจะไปอยู่ใหม่ 


ต้องศึกษาทำความเข้าใจวัฒนธรรมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ระบบงานใหม่ รวมทั้งผู้คนใหม่ๆ ที่มีวิธีคิดวิธีทำต่างออกไป ไม่เหมือนกับที่เคยร่วมงานกันมาแต่เดิมจนคุ้นชิน


จึงไม่ง่ายอยู่เหมือนกัน ที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่เคยทำได้เมื่อสมัยยังอยู่ที่เก่า


ทางด้านนายจ้างนั้น เหตุผลในการรับหมาหลงเข้ามา ส่วนมากมักหนีไม่พ้นความอยากเปลี่ยนแปลงอะไรๆบางอย่าง หรือหลายๆอย่างในบริษัท


ที่ถึงแม้ตัวเองพอจะ "คิดใหม่" เองได้ แต่พอจะลงมือ "ทำใหม่" กลับไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากลูกจ้างเดิมๆ


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกคนเก่าแก่ที่นั่งเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่นั่นแหละ


ทางออกที่ดูจะง่าย ตรงไปตรงมาที่สุดก็คือ รับคนนอกที่ตนเองเชื่อว่ามีฝีมือ เข้ามาช่วยจัดการให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือทำใหม่ อย่างที่ตนเองต้องการ


การรับหมาหลงเข้ามานี้ หากติดตามข่าวสารในแวดวงธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ก็จะพบว่า มีทั้งกรณีที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จ 


ด้วยปัจจัยและสาเหตุ ที่มักจะมีรายละเอียดและคำอธิบายได้หลากหลาย


อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผู้เขียนเคยได้เห็นได้ยินมาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้น พอจะชี้ไปยังข้อสรุปที่เป็นภาพรวมเดียวกันได้ว่า


ลำพังหมาหลงเพียงตัวเดียว (ขออภัย.. หมายถึงผู้เดียว) มักไม่ค่อยสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างที่นายผู้จ้างเข้ามาคาดหวังไว้นัก


จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง ก็ต่อเมื่อนายจ้างยินยอมให้ หมาหลง กลายเป็น หมาหมู่ เสียก่อน


นั่นคือ ต้องยอมลงทุนเพิ่ม ให้หมาหลงพาสมัครพรรคพวกที่มีฝือมือและไว้ใจกันได้ ตามเข้ามาด้วยอีกจำนวนหนึ่งด้วยเท่านั้น จึงจะเห็นผล


แต่เรื่องแบบนี้ นายจ้างบางคนก็กล้า แต่บางคนก็ไม่กล้า


เพราะการลงทุน ไม่ว่าจะในเรื่องอะไรก็ตาม ล้วนมีความเสี่ยง


และอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า เงินทองไม่ได้หามาใช้จับจ่ายกันง่ายๆ


หากคิดจะใช้วิธีโละลูกจ้างเก่าๆ อายุงานหลายๆปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับบริหารสูงๆ ออกเสียเลยนั้น


นอกจากจะต้องใช้เงินทองไม่น้อยแล้ว กฎหมายแรงงานบ้านเราเอง ก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้ทำได้โดยสะดวกนัก


มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าหลายๆท่านคงจะนึกออก และมีโอกาสได้เห็น หรือสัมผัสกับการเข้ามาของหมาหลงในองค์กรของท่าน และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกันแล้วบ้าง


หรือที่ถึงขั้นหมาหลงสามารถยกระดับขึ้นเป็นหมาหมู่ ก็คงได้เจอะเจอกันมาบ้างแล้วเช่นกัน


ในอีกมุมหนึ่ง ท่านใดที่กำลังจะกลายเป็นหมาหลง (ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ก็โปรดลองพิจารณาอุปสรรคและข้อควรระวัง ที่กล่าวไปแล้วไว้บ้าง 

และขอนำเสนออีกตัวอย่างหนึ่ง จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน


เป็นเรื่องของหมาหลง ที่ถึงแม้ว่าจะมาแบบไฮโปรไฟล์และแน่นปึ้ก เพราะนายจ้างเป็นผู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรง ออกไปเสาะแสวงหาคัดเลือกมาด้วยตนเอง 


แต่สุดท้ายแล้ว กลับตายน้ำตื้นเอาง่ายๆ


คือ นอกจากจะไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจในวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ขององค์กรที่ใหม่ให้ดีเสียก่อน แล้ววางกลยุทธ รวมถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง ให้สอดคล้องกันแล้ว


ยังขาดแม้แต่จิตวิทยา และมนุษยสัมพันธ์เบื้องต้น 


มีความสามารถในการทำตนให้เป็นที่เกลียดชังของผู้คนจำนวนมากเสียแต่แรก โดยไม่ทันจะได้แสดงความสามารถอื่นๆ


เข้ามาได้เดี๋ยวเดียว ก็มีเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่ฮือฮากันไปทั่วว่า นอกจากจะไม่ยอมให้ลูกน้องเรียกตนเองว่าพี่แล้ว 


ยังดุเขากลับไปอีกว่า ผมกับคุณเป็นญาติกันทางไหนตั้งแต่เมื่อไร


แถมยังมีพฤติกรรมชอบหักหน้าผู้อื่นในที่ประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่า 


ทั้งๆที่บางทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร สามารถหลังไมค์ หรือกระซิบกระซาบบอกกันได้ไม่ยาก


นอกจากนี้ ยังชอบทำตัวเป็นตำรวจตั้งด่านลอย คอยไล่จับผิดผู้อื่นไปทั่ว 


สั่งลูกน้องให้ไปรวบรวมข้อมูลมารายงานว่า มีพนักงานคนไหนเคยทำผิดระเบียบอะไรไว้เมื่อไรบ้าง


จะเรื่องเล็กเรื่องน้อยขนาดไหน ก็เที่ยวตามสอดส่อง จะเอาเรื่องให้ได้ไปหมด


ถึงแม้จะสามารถกดดัน ให้คีย์แมนรุ่นเก่าแก่ที่อยู่มานาน และไม่ค่อยยอมรับนับถือตน หรือไม่เห็นด้วยกับวิธีการเปลี่ยนแปลงที่ตนนำเข้ามา ถอดใจลาออกไปเสียหลายคน 


แล้วรับคนใหม่จากที่อื่น ที่ตนคิดว่าเก่งและสามารถทำงานเข้าขากันกับตนได้ เข้ามาแทนที่คนเดิมที่ออกไป


ถือเป็นโอกาสในการ "ถ่ายเลือด" เสียเลยนั้น


กลับกลายเป็นว่า "เลือดใหม่" ที่ถ่ายเข้ามา ดันก่อให้เกิดปัญหามากขึ้นกว่าเดิม 


เพราะนอกจากจะเข้ากันไม่ได้กับคนเดิมๆอื่นๆที่ยังเหลืออยู่แล้ว (เลือดคนละกรุ๊ป)


ยังทะเลาะกันเองเป็นประจำ ตามประสาคนเก่งที่เชื่อมั่นในตนเองสูงอีกด้วย (สงสัยจะมีแต่เลือดบวก)


แถมอยู่ๆไปสักพัก ก็ชักจะมีอาการไม่ให้การยอมรับตนเข้าให้บ้าง ทั้งๆที่ตนเป็นผู้พิจารณารับเข้ามาเอง หวังจะให้เป็นมือเป็นไม้ใกล้ชิด (เลือดชักจะเป็นพิษ)


ไม่นานนัก ก็ค่อยๆทะยอยกันไขก๊อกลาออก หายไปจนเกือบหมด 


ส่วนพวกที่ยังเหลืออยู่ ก็ค่อยๆตีกรรเชียงออกห่าง   


ความฝันที่จะจัดตั้งทีมหมาหมู่ แล้วสถาปนาตัวเองเป็นจ่าฝูง จึงดับวูบลง 


ส่งผลให้ต้องกลับมาโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา กลายเป็นหมาหลงตุหรัดตุเหร่เหมือนเดิม 


จะคิดอะไรทำอะไรใหม่อีก ก็ดูไม่เข้าท่าในสายตาของผู้อื่นไปเสียหมด


ความเครียดเริ่มสะสม ออกอาการเหมือนติดเชื้อเป็นเรบี่ส์ หาเรื่องแขวะกัดใครๆเขาไปทั่ว ไม่เลือกโอกาสไม่เลือกกาละเทศะ


จนนายจ้างก็ชักจะเอือมระอา ต้องลงมาแก้ปัญหาเอง ด้วยการจับใส่กรงแยกไว้ต่างหาก จะได้ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องทำความรำคาญให้ผู้อื่น


และต้องยอมลงทุนควักกระเป๋า ฉีดยาราคาแพงเข้าแก้ไข เพื่อให้อาการสงบลง จนสามารถปล่อยตัวให้เร่ร่อนออกไปเป็นหมาหลงที่อื่นต่อได้


จากกันได้อย่างสันติ โดยไม่เกิดความวุ่นวายเสียหาย 


กลายเป็นตำนานให้ลูกจ้างต่างเล่าขานกันสนุกปากไป


ทุกคนล้วนตั้งข้อสงสัยว่า นายจ้างรายใหม่ที่ลงทุนอ้าแขนรับหมาหลงรายนี้ไป เลี้ยงดูแทน จะทำการบ้านไว้อย่างละเอียดล่วงหน้า มีข้อมูลด้านพฤติกรรมและวีรกรรมของหมาหลงรายนี้เพียงพอก่อนการตัดสินใจแล้วหรือไม่


ในที่สุดแล้วจะคุ้มค่า หรือเสียเงินทองเสียเวลา เสียข้าวสุกไปเปล่าๆ เหมือนนายจ้างของเรา(รวมถึงรายอื่นๆก่อนหน้า)อีก


ก่อนจบ ขอปิดท้ายสไตล์ซุบซิบนินทาอีกนิดหน่อย สำหรับกรณีหมาหลงรายนี้


ในเทศกาลสงกรานต์ทุกๆปี นายจ้างจะจัดให้มีงานรดน้ำดำหัวผู้อาวุโส ตามธรรมเนียมประเพณีอันดีงามมาแต่เก่าก่อน


แต่ "ผู้อาวุโส" ของนายจ้างนั้น แทนที่จะใช้อายุเป็นเกณฑ์  กลับกลายเป็นหมายถึงผู้บริหารระดับสูง


เสียงตามสายประกาศไปทั่วออฟฟิศว่า บัดนี้ ผู้บริหารระดับสูง คุณ..(ชื่อของหมาหลง)ได้เดินทางมาร่วมพิธี และเข้านั่งประจำที่พร้อมแล้ว ขอเชิญพนักงานทุกท่านเข้าร่วมรดน้ำดำหัวเพื่อเป็นศิริมงคล


พนักงานส่วนใหญ่ที่ไม่คิดอะไรมาก เห็นว่าเป็นแค่(หนึ่งในหลายๆ)พิธีกรรม ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ก็ชวนกันรีบขึ้นไปเร่งทำพิธีให้จบๆเสีย


แต่มีอยู่รายหนึ่ง ทำเฉยๆเสียยังงั้น ครจะมาชวนเท่าไรก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ


ตอบปฏิเสธไปอย่างหนักแน่นกับทุกคนว่า


อย่าว่าแต่มานั่งให้รดน้ำเลย ต่อให้นอนมา ยังต้องขอคิดดูก่อน...

ไม่มีความคิดเห็น: