วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

เด็กฝาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบอุปถัมป์ เป็นคุณลักษณะและเอกลักษณ์อันเก่าแก่อย่างหนึ่ง ที่อยู่ยงคงกระพันเป็นอย่างยิ่งของวัฒนธรรมไทย (หรือเดี๋ยวนี้ชอบใช้คำว่า ความเป็นไทย)

จึงสามารถพบเห็น เด็กฝาก ได้ทุกที่ทุกเวลา เริ่มได้ตั้งแต่ในโรงเรียน

พอเรียนจบ โตขึ้นเป็นหนุ่มสาววัยทำงานแล้ว ก็ยังสามารถเห็น เด็กฝาก ตามบริษัท องค์กร หน่วยราชการ ฯลฯ ได้อีก

ทำงานไปสักพัก จนเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ก็ยังได้เห็นผู้หวังความก้าวหน้าบางคน พยายามฝากเนื้อฝากตัว หรือทำตัวเป็น "เด็ก" ของ "ผู้ใหญ่" ที่มีอำนาจวาสนาบารมี

บางคนเกษียณอายุงานแล้ว ได้ไปนั่งเป็นที่ปรึกษา หรือกรรมการ ในองค์กรใหญ่ๆสำคัญๆ 

ก็ยังเป็นที่พูดถึงกันอีกว่า เป็น "เด็ก" ที่ "ผู้ใหญ่" คนนั้นคนนี้ฝากมา

ผู้เขียนเอง ก็เคยเป็น เด็กฝาก กับเขาเหมือนกัน เริ่มแรกเมื่อเข้าเรียนในชั้นอนุบาลของโรงเรียนเก่าแก่แห่งหนึ่ง ที่มีเครือข่ายของญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นครูบาอาจารย์อยู่ที่นั่น

พอจะขึ้นชั้นประถม ผู้ปกครองของผู้เขียนก็นำไปฝาก จะให้เรียนต่อที่โรงเรียนเก่าแก่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง 

โรงเรียนนี้มีอาจารย์ใหญ่เป็นเพื่อนสนิทกับญาติผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง

แต่ปรากฏว่าคราวนี้ไม่สำเร็จ ทั้งๆที่ได้ยินมาว่า ผู้ใหญ่สองท่านนี้ เป็นเพื่อนสนิทระดับกินข้าวหม้อเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้งทั้งคู่ยังเป็นนักเรียนประจำ

เลยกลายเป็นบทเรียน และจุดหักเหของชีวิตมาตั้งแต่นั้นว่า 

ต่อไปนี้ไม่ว่าทำอะไร จะต้องพึ่งความสามารถของตนเองเป็นหลักไว้ก่อน อย่าไปหวังพึ่งความอุปถัมป์จากใครอีก

หลังจากนั้น ผู้เขียนก็ไปสมัครสอบเข้าเรียนในชั้นประถมตอนปลาย ที่โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง และเป็นคนหนึ่งในห้าสิบคนที่สอบผ่าน 

ได้เข้าไปเรียนด้วยความสามารถของตนเองอย่างเต็มภาคภูมิ

ก่อนจะทราบในภายหลังว่า ในขณะที่เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าเรียนอย่างเป็นทางการ จำนวนห้าสิบคนนั้น 

ทางโรงเรียนก็เปิดรับเด็กที่สอบไม่ผ่าน และเด็กฝากอีกจำนวนหนึ่ง อย่างไม่เป็นทางการไปด้วยพร้อมๆกันอีกสองชั้น 

ชั้นละเกือบห้าสิบคน รวมแล้วร่วมร้อยคน

และตลอดทุกปีที่เรียนอยู่จนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์นั้น ก็ยังมีเด็กฝากเข้ามาเพิ่มอีกแทบทุกชั้น 

เพียงแต่ไม่มากนัก แค่ปีละไม่เกินสามสี่คนในแต่ละชั้น

บรรดาเด็กฝากเหล่านี้ พอโตๆขึ้นแล้ว บางคนผลการเรียนดี ไม่แพ้พวกเด็กที่สอบเข้ามาได้เอง (หรือดีกว่าเสียอีก)

และเมื่อเรียนจบแล้ว บางคนก็สมัครเรียนต่อในขั้นอุดมศึกษา จบออกมาประกอบอาชีพการงาน ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่แพ้คนอื่น (หรือดีกว่าเสียอีก)

กับมีข้อสังเกต ดังที่พูดถึงไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้ว่า 

ในชีวิตการทำงาน ภายใต้สิ่งแวดล้อมตามบริบทแบบไทยๆเรา ซึ่งไม่ได้มีแต่ "เด็ก" แต่ยังมี "ผู้ใหญ่" ด้วยนั้น

ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จ แบบไปได้ไกลสุด หรือสูงสุดจริงๆ ไม่ว่าจะเริ่มจากการเป็น เด็กฝาก หรือไม่ก็ตาม 

นอกจากจะต้องแสดงความเก่งกาจสามารถทางด้านการงานของตน ให้ใครๆเห็นอย่างเต็มที่แล้ว

ยังต้องต่อยอด ด้วยการทำตนให้เป็น "เด็ก" ของ "ผู้ใหญ่" ที่มีอำนาจวาสนาบารมีไปด้วยพร้อมๆกัน

และต้องบริหารความเสี่ยงในการเลือก "ผู้ใหญ่" ให้เป็นด้วย

นั่นคือ เลือกให้ถูกคน ถูกข้าง และถูกเวลา

เพราะหากพลาดไป ถึงจะมั่นคง มั่งคั่ง แต่จะไม่ยั่งยืน

ยกเว้นเสียว่า

1.พื้นฐานความเก่งกาจสามารถทางด้านการงานของตนนั้น อยู่ในระดับไร้เทียมทาน เป็นที่ยอมรับของทุกคนทุกฝ่ายจริงๆ

2.มีบุคคลิกภาพที่กลมกลืนเข้าได้กับทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เคยโต้เถียงหาเรื่อง หรือยกตนข่มใคร

กับที่สำคัญสุดคือ

3.พร้อมที่จะแก้ปัญหาให้ทุกคน ไม่ทำตัวเจ้าหลักการจนเกินไป จนใครๆหาว่าไม่ยืดหยุ่น กลายเป็นพวกนำมาซึ่งปัญหา (problem) มากกว่าทางออก (solution)

หากทำได้ครบตามนี้ ไม่ว่าผู้ใหญ่คนไหนจากค่ายไหน ก็ยินดีอ้าแขนรับเสมอ 

ถึงแม้ว่าคนเดิมจะมีอันต้องหลุดจากอำนาจ ตกสวรรค์ไปแล้ว คนมาใหม่ก็ยังอยากเรียกมาใช้งานต่อ

ขอย้อนกลับมาเรื่อง เด็กฝาก ตามที่ทำงาน ที่ลูกจ้างธรรมดาๆอย่างเราๆท่านๆ ต้องประสบพบเห็นกันในชีวิตประจำวัน 

ที่บางครั้งก็เกิดความคลุมเครือ ตัดสินได้ยากเหมือนกันว่า 

แบบนี้ ถือเป็น เด็กฝาก หรือไม่ และควรรับมือด้วยวิธีไหน

หลายกรณี เป็นการเข้ามาด้วยการมี reference หรือ อ้างอิง จากบุคคลสำคัญในวงการ ติดต่อมายังนายจ้างโดยตรงก่อน

โดยไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เป็นการ "ฝาก" เพื่อจะให้เข้ามาลงในตำแหน่งงานอันใดอันหนึ่งโดยตรง 

แบบไม่ต้องผ่านกระบวนการสรรหาคัดเลือกใดๆทั้งสิ้น

หรือแค่ "ฝาก" มาให้พิจารณาเปรียบเทียบกับผู้สมัครคนอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกด้วยหน่อยเท่านั้น 

สุดท้ายแล้ว จะได้ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร

นายจ้างเอง ก็มักจะไม่สั่งมาตรงๆ ว่าจะเอาอย่างไร

เพราะบางครั้ง ตัวเองก็แค่อยากจะใช้การรับฝากนี้ เพื่อประโยชน์ต่างตอบแทนทางธุรกิจกับคู่ค้า

หรือบางครั้งด้วยความเกรงใจ หรือต้องตอบแทนบุญคุณท่าน 

หรือเป็นญาติสนิท คนรู้ใจใกล้ชิด ฯลฯ

แต่มักจะไม่บอกมาตรงๆ ชัดๆอย่างนั้นนัก

อาจเป็นเพราะกลัวเสียฟอร์ม ให้ลูกจ้างเอาไปนินทาว่า ตัวเองบริหารเรื่องแบบนี้กับคนภายนอกไม่เป็น เอะอะอะไรก็ยอมเขา

หรือไม่ก็เกรงว่า ตัวเองจะกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี หรือเป็นอุปสรรคเสียเอง ต่อกระบวนการสรรหาคัดเลือกอย่างยุติธรรม เพื่อให้ได้คนดีมีความสามารถที่สุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในองค์กรใหญ่ๆ ที่นายจ้างมักจะต้องเป็นผู้ประกาศนโยบาย และออกระเบียบปฏิบัติในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาลูกจ้างทั้งหลาย ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาฯ จึงต้องไปคิดเอาเอง ว่าจะทำอย่างไร

ส่วนใหญ่ ก็ใช้วิธีสังเกตท่าทีของนายจ้าง

หากส่งมาแล้วเงียบหายไป ก็แปลว่าเข้าสู่กระบวนการปกติ ที่จะต้องมีการพิจารณาประวัติการศึกษา และ/หรือ การทำงาน มีการจัดทดสอบความสามารถที่เกี่ยวข้อง ต่อด้วยการสอบสัมภาษณ์ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆจังๆ 

ก่อนจะเลือกผู้ที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด

แต่ถ้ามีการติดตามถามบ่อยๆ ว่าเรื่องไปถึงไหนแล้วละก็ แปลว่า ให้รีบติดตามตัวมากรอกใบสมัครและสัมภาษณ์นิดๆหน่อยๆ พอเป็นพิธีโดยเร็ว 

แล้วรีบสรุปทำเรื่องขออนุมัติจ้าง และบรรจุเลย

ในกรณีของบริษัทเจ้าของคนเดียว เรื่องแบบนี้จริงๆแล้วถือว่าบริหารจัดการได้ไม่ยากนัก ไม่เหมือนพวกองค์กรมหาชนใหญ่ๆ ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน

เพราะองค์กรเหล่านี้ จะอุดมไปด้วยผู้บริหารมากมายหลายระดับ ต่างคนต่างก็มั่นใจในอำนาจบารมีของตัวเองกันทั้งนั้น

เป็นผลให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบกับกระบวนการสรรหาคัดเลือก ต้องปวดหัวมากขึ้น

เพราะไม่ใช่แค่การตีประเด็นให้แตก ว่า "ฝาก" แบบไหน เท่านั้น 

ยังต้องดูให้ดีว่าด้วยอีกว่า แย่งกัน "ฝาก" ด้วยหรือไม่

ทำเรื่องเสนอให้รับคนนึงมาแล้ว มีการเตะสกัดหรือเด้งกลับ จะให้รับอีกคนแทนไหม

นอกจากนี้แล้ว ตนเองในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบกระบวนการฯ จะสามารถพิสูจน์ยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามนโยบายและขั้นตอนปฏิบัติโดยครบถ้วน มีการพิจารณาเปรียบเทียบทุกอย่างโดยเป็นธรรมตามเนื้อผ้า แล้วหรือไม่

ถ้าไม่บริหารจัดการให้รัดกุมและลงตัว อาจถึงขั้นเป็นภัยต่ออนาคตการงานของตนเองด้วยเช่นกัน

ผู้เขียนเอง ก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

ครั้งหนึ่ง เจอผู้ฝากที่ขณะนั้นมีบารมีอยู่ในที่ทำงานพอสมควร แจ้งมาตรงๆว่า เด็กคนนี้เป็นลูกของนายแพทย์คนหนึ่ง ที่รัฐมนตรีท่านหนึ่งคงจะเกรงใจมาก ถึงกับลงทุนโทรมาฝากฝังให้ด้วยตนเอง

โชคดีที่โปรไฟล์ของเด็กถือว่าพอใช้ได้ และสามารถดำเนินการให้ผ่านทุกขั้นตอนในการรับสมัครครบถ้วน ลงตัวได้ในตำแหน่งที่ไม่ได้มีการแข่งขันสูงนัก

เด็กฝากคนนี้ เมื่อเข้ามาแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน เข้ากับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าได้ดี ไม่ได้มีท่าทางกร่างหรือฟอร์มอะไรแต่อย่างใด และได้เติบโตในหน้าที่การงาน ตามความสามารถของตน โดยไม่ได้มีผู้ใดอุปถัมป์ต่อให้อีก 

อยู่ได้ถึง 15 ปี ก่อนจะลาออกไปเอง เพราะเห็นว่าตำแหน่งการงานที่ได้รับ ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

อีกกรณีหนึ่ง คู่ค้าของนายจ้าง ผู้มีความคุ้นเคยกับผู้เขียนพอสมควร เอ่ยปากขอฝากลูกชายที่เพิ่งเรียนจบจากนอกเข้าทำงาน

หนนี้กลายเป็นว่า หัวหน้างานของตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ ได้เคยสัมภาษณ์ผู้สมัครรายอื่นมาแล้วหลายคน ยังไม่เจอใครถูกใจ

แต่พอได้ลองสัมภาษณ์เด็กฝากรายนี้ กลับเกิดความถูกอกถูกใจเป็นอันมาก

และเมื่อผ่านการสัมภาษณ์กับกรรมการคัดเลือกคนอื่นๆ (รวมทั้งผู้เขียนด้วย) ก็ดูจะเป็นที่พอใจของทุกคน (เชื่อว่าคงไม่ได้พร้อมใจกันเสแสร้ง เพื่อเอาใจใครแต่อย่างใด)

รายนี้ เมื่อเข้ามาทำงานแล้ว ก็ทำตัวเป็นเด็กดี การงานก็อยู่ในขั้นดีมาก เป็นที่เอ็นดูรักใคร่ของเพื่อนๆพี่ๆทุกคน

นอกจากนั้น ยังเป็นหนุ่มรูปร่างหน้าตาและบุคคลิกดี รับทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานสำคัญต่างๆของบริษัทเป็นประจำ

เสียดายที่อยู่ได้แค่สองปีกว่า ก็ลาออกไป ทั้งๆที่หน่วยก้านก็เป็นคนรุ่นใหม่ หัวไวกระฉับกระเฉง ที่บริษัทเองพอจะฝากฝังอนาคตไว้ด้วยได้

เหตุผลของการลาออกอย่างเป็นทางการ ถูกบันทึกไว้ว่า อยากจะแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ในสายวิชาชีพใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ

ส่วนเหตุผลอย่างไม่เป็นทางการ ที่บรรดาลูกน้องและเพื่อนๆร่วมงาน มาเล่าให้ผู้เขียนฟังในภายหลัง จับความได้ว่า เป็นเด็กที่ติดไลฟ์สไตล์หรูหรา แฟนแยะ และติดเงินยืมกับเพื่อนๆพี่ๆไปทั่ว ยังไม่ได้ใช้คืนให้ครบก็หลายคน

ยังดี ที่ไม่ไปก่อเรื่องอะไรแบบนี้ไว้กับคนภายนอก ที่จะนำไปสู่เรื่องทุจริต หรือผิดศีลธรรมจริยธรรม

คงพอจะเห็นแก่หน้าตาของพ่อตัวเอง (ซึ่งๆหลังๆก็ชักเริ่มวางตัวออกห่างจากผู้เขียนไป) อยู่บ้างในระดับหนึ่ง

นอกจากสองกรณีตัวอย่างนี้แล้ว ยังมีกรณีอื่นๆอีกมากหลากหลาย และยังได้ยินได้ฟังเรื่องราวพิสดารต่างๆ จากเพื่อนร่วมงานทุกๆระดับอยู่เรื่อยๆด้วย

ถ้าจะให้ประมาณการว่า จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด พบเด็กฝากรวมแล้วกี่คน คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของการจ้างงาน 

คงจะบอกอย่างแม่นยำได้ยาก

แต่หากใช้วิธีสุ่มตัวอย่างคร่าวๆ คิดว่าไม่น่าจะน้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า หรือหนึ่งต่อสี่

ถ้าถามต่อว่า แล้วเด็กฝากเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไปได้ดีหรือมีปัญหาไหม มีการฝากหรืออุปถัมป์กันต่อๆไปอีกไหม

ขอตอบว่า เท่าที่เห็น มักไม่มีปัญหาอะไร แต่ในที่สุดมักไปได้ไม่ตลอดนัก ดังเช่นกรณีตัวอย่างที่ได้บรรยายไปแล้ว

และยังไม่เคยเห็นรายใด ที่ไปได้ไกลสุดๆ ถึงตำแหน่งบริหารระดับสูง ด้วยความสามารถของตนเอง

ยกเว้นพวกลูกเจ้าของ หรือเด็กของผู้มีอำนาจบารมีเหนือนายจ้าง ที่มักมีการวางแผนระยะยาวไว้ให้ตั้งแต่แรกเข้าแล้ว อย่างมีจังหวะจะโคน

เรื่องการมีบารมีเหนือนายจ้างนี้ ผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องกล่าวขานเป็นที่เลื่องลือกันอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อราวสิบกว่าปีก่อน จากองค์กรเอกชนของไทย ที่มีชื่อเสียงไม่น้อยเหมือนกันรายหนึ่ง

เล่ากันว่า เด็กฝากคนหนึ่ง ไม่พอใจการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในสายงานของตน

จึงเอาเรื่องไปฟ้องพ่อของตน ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่นี่ และเคยเป็นเจ้านายของผู้บริหารคนนั้นด้วย แต่ตอนนี้เกษียณอายุมาพักใหญ่แล้ว

ผู้เป็นพ่อฟังลูกฟ้องจบ ก็โทรศัพท์มาต่อว่าต่อขานผู้บริหารคนนั้น ว่าเรื่องนี้ตัดสินใจผิดพลาด ทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ ฯลฯ 

สั่งสอนโน่นนี่แบบนึกว่าตัวเองยังเป็นเจ้านายเขาอยู่

ฟังดูก็ขำๆดี จนกระทั่งได้เจอเด็กฝากแสบๆคันๆแบบนี้ ด้วยตัวเองบ้าง

รายแรก ตั้งตัวเป็นหัวโจก เขียนบัตรสนเท่ห์มาติดประกาศไว้ แสดงความไม่พอใจการปรับโครงสร้างองค์กร ย้ายหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ไปไว้ที่อื่น ที่ตนเองไม่ชอบ

มีข้อความตอนหนึ่ง ต่อว่าต่อขานผู้บริหารว่า ใจจืดใจดำ เห็นพนักงานเป็นมดเป็นปลวก นึกอยากจะกวาดทิ้งเททิ้งเสียเมื่อไรก็ได้ (ออกแนวดราม่า)

อีกรายหนึ่ง เป็นเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรที่นำไปสู่การยุบรวมหน่วยงานที่ทำหน้าที่ซ้ำซ้อน

รายนี้ เขียนบัตรสนเท่ห์ใส่ซองปิดผนึก ส่งถึงกรรมการบริษัท ฟ้องว่า ผู้บริหารตัดสินใจผิดหลักวิชาการบริหาร จะทำให้เกิดผลเสียหายอย่างนั้นอย่างนี้ อันล้วนมีนัยสำคัญสูงต่อองค์กร (มาแนวเลคเช่อร์)

ส่วนรายสุดท้ายที่จะกล่าวต่อไปนี้ ต้องถือว่าเป็นงานระดับม้าสเตอร์พี้ซ หรือคอมมานด์เพอร์ฟอร์แม้นซ์ 

ผู้เขียนรับฟังมาอีกที และรู้สึกโชคดี(มากๆ)ที่ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ทั้งๆที่โดยเนื้อแท้ ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องอบอุ่นน่ารัก 

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มันออกแนวหลอนสุดๆ สำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เรื่องมีอยู่ว่า "ผู้ใหญ่" ที่นายจ้างนับถือ และเป็นกรรมการท่านหนึ่งของบริษัท หลังจากฝากลูกสะใภ้เข้ามาทำงานได้พักหนึ่งแล้ว 

ลูกสะใภ้ก็ตั้งครรภ์ และใช้สิทธิลาคลอดตามระเบียบของบริษัท

เผอิญว่า หลังจากคลอดแล้ว ทั้งแม่และลูกมีสุขภาพไม่แข็งแรงนัก ต้องใช้เวลาพักผ่อนนานกว่าปกติ

แต่ระเบียบของบริษัท ไม่เอื้ออำนวยให้ลาพักต่อนานขนาดนั้นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดงาน

ระหว่างนั้น หัวหน้างานของลูกสะใภ้ กับฝ่ายบุคคลผู้ถือระเบียบการลา ก็เด้งอีเมล์กันไปมาทุกวัน ถกกันว่า เรื่องนี้ควรทำอย่างไรจึงจะได้ข้อยุติ

หลายวันผ่านไป ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

บ่ายวันหนึ่ง "ผู้ใหญ่" ท่านนั้น ลงลิฟท์มาถึงชั้นที่หัวหน้างานของลูกสะใภ้ของตนนั่งทำงานอยู่ ด้วยท่าทางเร่งรีบ

และถามหาห้องทำงานของหัวหน้างานท่านนั้นมาตลอดทาง ว่าอยู่ที่ไหน จนเจอตัว

ท่ามกลางความตื่นเต้นสงสัยของคนรอบข้าง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้างานของตน (ผู้มีอาการตื่นเต้นตกใจยิ่งกว่ามาก) ที่อยู่ดีๆก็มีผู้ใหญ่ระดับนั้นมาตามหาถึงที่ห้อง

และยังไม่ทันที่ผู้สังเกตการณ์ หรือลูกจ้างมุงทั้งหลาย จะทันได้คาดเดาอะไรกันต่อ

ผู้ใหญ่ท่านนั้น ก็พูดกับหัวหน้างานของลูกสะใภ้ของตน ด้วยเสียงที่ดังฟังชัด แต่นุ่มนวลและมีจังหวะจะโคนว่า

ผมมีลูกสะใภ้คนเดียว และท้องนี้ก็เป็นหลานคนแรกของผม ขอความกรุณาช่วยอนุญาตให้เค้าทั้งสอง ได้มีเวลาพักฟื้นและดูแลกันและกันอย่างเพียงพอ จนมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ให้ผมได้ชื่นชมหลานคนแรกด้วยเถิดนะครับ ผมกราบละนะครับ

กล่าวจบแล้ว ยกสองมือขึ้นพนมที่หน้าอก น้อมตัวลงไหว้หัวหน้างานของลูกสะใภ้ ด้วยกิริยานอบน้อมอย่างจริงใจ (ผู้เขียนไม่ได้เห็นกับตา แต่ผู้เห็นเหตุการณ์ทุกคน ยืนยันว่าเป็นอย่างนั้น)

ในขณะที่ผู้ใหญ่ท่านนั้น เดินกลับออกไปอย่างเร่งรีบ เพราะมีภารกิจสำคัญอีกมากมายรอคอยอยู่ในบ่ายวันนั้น

บรรดาลูกจ้างทุกคน ทุกฝ่าย และทุกระดับ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต่างร่วมมือร่วมใจกันตั้งเรื่อง และเร่งรัดขั้นตอนในการนำเรื่องเสนอต่อนายจ้าง เพื่อขอให้พิจารณาอนุมัติยกเว้นการใช้ข้อบังคับบางข้อ ของระเบียบการบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นกรณีพิเศษสำหรับเรื่องนี้

ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นเรียบร้อย มีความครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกเอกสารและขั้นตอน 

นับได้ว่า เป็นตัวอย่างของการบริหารงาน ที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมและประสิทธิผลยิ่งยวด

ตั้งแต่เคยตั้งบริษัทมา

ไม่มีความคิดเห็น: