เรื่องพวกนี้ เป็นมุมวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ที่นักวิชาการใช้ประกอบการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในการบริหารประเทศ ได้ตะหนักถึงความเป็นจริงของสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ที่ไม่อาจนำเพียงตัวเลขจากรายงานผลประกอบการของภาคธุรกิจล้วนๆ มาเป็นตัวชี้วัดแต่เพียงอย่างเดียว จะต้องดูมิติอื่นๆที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
แต่บรรดานายจ้างและผู้ประกอบการภาคธุรกิจส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยสนใจเรื่องอะไรๆแอบแฝง จากตำราเศรษฐศาสตร์พวกนี้สักเท่าไรนัก
เพราะตราบใดที่ผลประกอบการของตนยังคงดูดีมีกำไร สามารถส่งผ่านต้นทุนและภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ(ไม่ว่าจะแอบแฝงหรือไม่แอบแฝงก็ตาม)ไปให้คนอื่น(ก็คือลูกค้าผู้มาซื้อสินค้าหรือบริการของตนไปใช้ในการอุปโภคบริโภคนั่นเอง)แบกรับภาระแทนได้แล้ว
ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร
หากพวกนักวิชาการคิดว่า มีใครไปแอบว่างงานอยู่ที่ไหน หรือมีแรงงานจากที่ไหนแอบมาแย่งงานใคร ควรไม่ควรอย่างไร จะต้องแก้ไขอะไรหรือไม่อย่างไรละก็
ขอยกให้ภาครัฐ เป็นผู้รับผิดชอบจัดการไปก็แล้วกัน
หันมาดูทางฝั่งลูกจ้างบ้าง ว่ามีท่าทีอย่างไรกับเรื่องอะไรๆแอบแฝงพวกนี้บ้าง ก็พบว่าส่วนใหญ่ทั่วๆไปจะคล้ายๆกัน
คือ ไม่ได้สนใจใคร่รู้เรื่องอะไรๆแอบแฝงเหล่านี้เลย เพราะไม่มีเรื่องอะไรจะน่ากังวลไปกว่า สิ้นเดือนนี้เงินจะพอใช้ไหม สิ้นปีนี้จะมีโบนัสไหม ปีหน้าเงินเดือนจะขึ้นไหม
เลยทำให้ผู้เขียนอดนึกถึงเรื่อง สวัสดิการแอบแฝง ขึ้นมาไม่ได้
คำๆนี้ เชื่อว่าไม่เคยมีอยู่ในตำราวิชาเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจเล่มไหน ให้ใครๆสามารถศึกษาเข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นเรื่องเป็นราวได้
ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในวงการบริหารธุรกิจ และการจ้างงานในทุกภาคส่วนของสังคมมาตั้งนานแล้ว ไม่ว่าจะภาคเอกชนหรือภาครัฐ
แถมยังเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่มีผลกระทบโดยตรงถึงรายจ่ายรายรับของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ถือได้ว่าเป็นอีกหมวดหมู่หนึ่งของค่าตอบแทนการจ้างงานประเภทสวัสดิการพนักงาน(นอกเหนือไปจากเงินเดือนและโบนัส) ที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็รู้จักคุ้นเคยดี
เช่น วันหยุด ค่าเช่าบ้าน เบี้ยเดินทาง เบี้ยกันดาร ค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพ เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลืองานบวชงานแต่ง คลอดลูก ฯลฯ
ผู้เขียนเมื่อครั้งทำงานเป็นลูกจ้างฝรั่ง ในตำแหน่งหัวหน้างานขั้นต้น และเป็นยุคก่อนจะมีคอมพิวเตอร์ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เคยได้รับการบอกกล่าวแกมขอร้องจากฝ่ายบริการสำนักงานว่า ช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมแล้ว ขอให้ช่วยกันสอดส่องดูแลการเบิกใช้อุปกรณ์ขีดๆเขียนๆ ไม่ว่าจะเป็นปากกา ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด ฯลฯ หน่อย
ฟังแล้วทีแรกก็ไม่เข้าใจ มาภายหลังถึงทราบว่า ฝ่ายบริการสำนักงานเขาเก็บรวบรวมตัวเลข มาทำสถิติวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายหมวดอุปกรณ์สำนักงานติดต่อกันทุกปี
ผู้เขียนเมื่อครั้งทำงานเป็นลูกจ้างฝรั่ง ในตำแหน่งหัวหน้างานขั้นต้น และเป็นยุคก่อนจะมีคอมพิวเตอร์ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เคยได้รับการบอกกล่าวแกมขอร้องจากฝ่ายบริการสำนักงานว่า ช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมแล้ว ขอให้ช่วยกันสอดส่องดูแลการเบิกใช้อุปกรณ์ขีดๆเขียนๆ ไม่ว่าจะเป็นปากกา ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด ฯลฯ หน่อย
ฟังแล้วทีแรกก็ไม่เข้าใจ มาภายหลังถึงทราบว่า ฝ่ายบริการสำนักงานเขาเก็บรวบรวมตัวเลข มาทำสถิติวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายหมวดอุปกรณ์สำนักงานติดต่อกันทุกปี
จนได้ข้อสรุปว่า แผนกไหนหากมีพนักงานส่วนใหญ่เป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ที่มีลูกกำลังอยู่ในวัยเรียนละก็ อัตราการเบิกจ่ายเครื่องใช้สำนักงานดังกล่าว จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทุกครั้งที่โรงเรียนเปิดเทอม
เพราะการเบิกสิ่งของเหล่านี้ ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรเลย ใครอยากได้อะไรก็ไปเปิดตู้หยิบเอา พอของใกล้หมด ทางธุรการก็จะนำมาเติมให้ใหม่
อย่างไรก็ตามปรากฏว่า ตัวนายจ้างฝรั่ง เมื่อได้รับรายงานแล้ว กลับดูจะเฉยๆกับเรื่องนี้ ไม่ได้คิดจะออกมาตรการป้องปรามอะไรออกมาแต่อย่างใด
เพราะสถิติเองก็บอกว่า มูลค่าทั้งหมดของปากกาดินสอ ฯลฯ ที่เชื่อว่า แอบแฝงเล็ดรอดออกไปถึงลูกๆของพนักงานเหล่านั้น ไม่ได้มากมายอะไรนัก หากเทียบกับธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านต่อเดือนของตน
ต่างจากนายจ้างไทย ซึ่งทำธุรกิจระดับพันๆหมื่นๆล้าน เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่มาก
ผู้เขียนจำได้ว่า ขนาดลูกจ้างระดับผู้บริหาร จะเบิกปากกาดินสอแต่ละที ยังต้องกรอกแบบฟอร์ม ให้ผู้บริหารลำดับสูงกว่าขึ้นไป เซ็นอนุมัติเสียก่อน
แต่ก็ยังถือว่าโชคดีกว่าพนักงานระดับล่างๆลงไป ที่นอกจากจะต้องกรอกแบบฟอร์มเพื่อขอนุมัติกันหลายระดับแล้ว ยังต้องเอา"ซาก"ของเดิมที่ใช้ไม่ได้แล้วมาแลกคืนด้วย
สวัสดิการแอบแฝง ที่ลูกจ้าง(บางคน)ได้รับไปในกรณีดังกล่าวนี้ จริงๆแล้วไม่ใด้เป็นเรื่องพิสดารพันลึก ที่ต้องอาศัยชั้นเชิง สติปัญญา หรือความปราดเปรื่องในการให้ได้มาเท่าใดนัก
เพราะการเบิกสิ่งของเหล่านี้ ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรเลย ใครอยากได้อะไรก็ไปเปิดตู้หยิบเอา พอของใกล้หมด ทางธุรการก็จะนำมาเติมให้ใหม่
อย่างไรก็ตามปรากฏว่า ตัวนายจ้างฝรั่ง เมื่อได้รับรายงานแล้ว กลับดูจะเฉยๆกับเรื่องนี้ ไม่ได้คิดจะออกมาตรการป้องปรามอะไรออกมาแต่อย่างใด
เพราะสถิติเองก็บอกว่า มูลค่าทั้งหมดของปากกาดินสอ ฯลฯ ที่เชื่อว่า แอบแฝงเล็ดรอดออกไปถึงลูกๆของพนักงานเหล่านั้น ไม่ได้มากมายอะไรนัก หากเทียบกับธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านต่อเดือนของตน
ต่างจากนายจ้างไทย ซึ่งทำธุรกิจระดับพันๆหมื่นๆล้าน เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่มาก
ผู้เขียนจำได้ว่า ขนาดลูกจ้างระดับผู้บริหาร จะเบิกปากกาดินสอแต่ละที ยังต้องกรอกแบบฟอร์ม ให้ผู้บริหารลำดับสูงกว่าขึ้นไป เซ็นอนุมัติเสียก่อน
แต่ก็ยังถือว่าโชคดีกว่าพนักงานระดับล่างๆลงไป ที่นอกจากจะต้องกรอกแบบฟอร์มเพื่อขอนุมัติกันหลายระดับแล้ว ยังต้องเอา"ซาก"ของเดิมที่ใช้ไม่ได้แล้วมาแลกคืนด้วย
สวัสดิการแอบแฝง ที่ลูกจ้าง(บางคน)ได้รับไปในกรณีดังกล่าวนี้ จริงๆแล้วไม่ใด้เป็นเรื่องพิสดารพันลึก ที่ต้องอาศัยชั้นเชิง สติปัญญา หรือความปราดเปรื่องในการให้ได้มาเท่าใดนัก
ขอให้มีเพียงความ"กล้า"ก็พอ
และคงไม่ถึงกับทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของรายได้ ทำนองรวยกระจุกจนกระจาย หากนำไปเปรียบกับลูกจ้างคนอื่นๆ ที่ไม่ค่อยมีความ"กล้า"ในเรื่องแบบนี้ด้วย (หรือเพราะศีลไม่เสมอกัน)
หากลองเทียบกับกรณีต่อไป
เลขานุการสาว ผู้ขยันขันแข็ง มีอัธยาศัยน้ำใจดี มีจิตอาสาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้แก่เพื่อนร่วมงานทุกคนทุกระดับ เคยได้รับการโหวตให้เป็นพนักงานดีเด่นประจำฝ่าย กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน
ความที่ทำงานอยู่ในฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ หน้าที่ประจำจึงเกี่ยวข้องกับการผลิตเอกสารแผ่นพับ และสิ่งพิมพ์ต่างๆเป็นจำนวนมาก แทบทุกวัน
ยุคนั้น มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะใช้กันแพร่หลายแล้ว ติดตั้งโปรแกรมออกแบบงานศิลป วาดลวดลาย มีเครื่องสแกนภาพสี เครื่องพิมพ์สี และกระดาษแบบต่างๆ ครบชุด
เลขาฯว่าที่เจ้าสาวรายนี้ จึงถือโอกาสใช้พิมพ์การ์ดแต่งงานของตัวเองเสียเลย เชิญแขกหลายร้อยคน(รวมทั้งนายจ้างด้วย)
โดยใช้เวลาตอนเย็นๆค่ำๆ หลังจากเพื่อนร่วมงานกลับบ้านกันไปหมดแล้ว จัดการเปิดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ออกแบบวาดและเขียนการ์ดจนสวยงามจนเป็นที่พอใจ
และคงไม่ถึงกับทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของรายได้ ทำนองรวยกระจุกจนกระจาย หากนำไปเปรียบกับลูกจ้างคนอื่นๆ ที่ไม่ค่อยมีความ"กล้า"ในเรื่องแบบนี้ด้วย (หรือเพราะศีลไม่เสมอกัน)
หากลองเทียบกับกรณีต่อไป
เลขานุการสาว ผู้ขยันขันแข็ง มีอัธยาศัยน้ำใจดี มีจิตอาสาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้แก่เพื่อนร่วมงานทุกคนทุกระดับ เคยได้รับการโหวตให้เป็นพนักงานดีเด่นประจำฝ่าย กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน
ความที่ทำงานอยู่ในฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ หน้าที่ประจำจึงเกี่ยวข้องกับการผลิตเอกสารแผ่นพับ และสิ่งพิมพ์ต่างๆเป็นจำนวนมาก แทบทุกวัน
ยุคนั้น มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะใช้กันแพร่หลายแล้ว ติดตั้งโปรแกรมออกแบบงานศิลป วาดลวดลาย มีเครื่องสแกนภาพสี เครื่องพิมพ์สี และกระดาษแบบต่างๆ ครบชุด
เลขาฯว่าที่เจ้าสาวรายนี้ จึงถือโอกาสใช้พิมพ์การ์ดแต่งงานของตัวเองเสียเลย เชิญแขกหลายร้อยคน(รวมทั้งนายจ้างด้วย)
โดยใช้เวลาตอนเย็นๆค่ำๆ หลังจากเพื่อนร่วมงานกลับบ้านกันไปหมดแล้ว จัดการเปิดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ออกแบบวาดและเขียนการ์ดจนสวยงามจนเป็นที่พอใจ
แล้วค่อยๆทะยอยพิมพ์การ์ดไปเรื่อยๆ พับซองพิมพ์จ่าหน้าซองไปเรื่อยๆ ใช้เวลาหลายวันอยู่เหมือนกัน กว่าจะได้จำนวนครบ
มาถึงวันนี้ไม่แน่ใจว่า นายจ้างของเธอ ผู้ได้รับเชิญไปเป็นประธานในงานแต่งฯด้วยนั้น จะรู้หรือยังว่า ก่อนหน้านั้นทำไมเลขาฯจึงงานเยอะมาก ต้องอยู่จนมืดค่ำ เบิกโอทีอย่างต่อเนื่องตั้งหลายวัน วันละไม่ต่ำกว่าสองสามชั่วโมง
แต่อย่างน้อยก็ยังดี ที่เธอไม่ได้คิดจะทำสมุดโน้ตเป็นของชำร่วยสำหรับแจกในงานด้วย
มีขัอคิดจากกรณีหลังนี้อีกว่า สวัสดิการแอบแฝง ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบของทรัพย์สินได้เปล่าแต่เพียงเท่านั้น
"เวลา" ที่ไม่ได้ใช้ทำงานให้กับนายจ้างจริงๆจังๆ ก็ถือว่าเป็น สวัสดิการแอบแฝง ที่ลูกจ้างได้รับไปด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะนั่งหายใจอยู่เฉยๆ หรือทำกิจกรรมอื่นใดที่ไม่เกี่ยวกับงานของนายจ้าง
มาถึงวันนี้ไม่แน่ใจว่า นายจ้างของเธอ ผู้ได้รับเชิญไปเป็นประธานในงานแต่งฯด้วยนั้น จะรู้หรือยังว่า ก่อนหน้านั้นทำไมเลขาฯจึงงานเยอะมาก ต้องอยู่จนมืดค่ำ เบิกโอทีอย่างต่อเนื่องตั้งหลายวัน วันละไม่ต่ำกว่าสองสามชั่วโมง
แต่อย่างน้อยก็ยังดี ที่เธอไม่ได้คิดจะทำสมุดโน้ตเป็นของชำร่วยสำหรับแจกในงานด้วย
มีขัอคิดจากกรณีหลังนี้อีกว่า สวัสดิการแอบแฝง ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบของทรัพย์สินได้เปล่าแต่เพียงเท่านั้น
"เวลา" ที่ไม่ได้ใช้ทำงานให้กับนายจ้างจริงๆจังๆ ก็ถือว่าเป็น สวัสดิการแอบแฝง ที่ลูกจ้างได้รับไปด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะนั่งหายใจอยู่เฉยๆ หรือทำกิจกรรมอื่นใดที่ไม่เกี่ยวกับงานของนายจ้าง
ความที่เวลานั้น "มีค่า" หรือไม่ก็ "เป็นเงินเป็นทอง" นายจ้างส่วนใหญ่จึงต้องมีระบบควบคุม และบันทึกเวลาเข้าออกในการทำงานของลูกจ้าง ไว้เป็นหลักฐานอย่างเคร่งครัด
วิธีการที่ใช้กันแต่ดั้งเดิมอย่างแพร่หลายแทบทุกสำนักงาน ก็คือ สมุดเซ็นต์ชื่อลงเวลาเข้าออก
วิธีการที่ใช้กันแต่ดั้งเดิมอย่างแพร่หลายแทบทุกสำนักงาน ก็คือ สมุดเซ็นต์ชื่อลงเวลาเข้าออก
ซึ่งดูจะใช้ไม่ค่อยได้ผลนัก
เพราะว่า"เวลา" ที่ลูกจ้างพร้อมใจกันลงสมุดและเซ็นต์ชื่อไว้ จะไม่เคยตรงกับเวลาที่มาถึงจริง หรือกลับจริง
ใครมาถึงเป็นคนแรก จะกี่โมงก็ไม่รู้ละ ต้องลง"เวลา" เจ็ดโมงครึ่ง เอาไว้ก่อน
ใครมาถึงทีหลัง ก็จะลง"เวลา" เรียงตามลำดับต่อๆกันไป
และจะต้องเหลือ"เวลา" เผื่อไว้ ให้ผู้ที่มาถึงเป็นคนสุดท้ายสามารถลงบันทึกได้ว่าไม่เกินแปดโมง
ทั้งนี้ มีข้อที่ทุกคนต้องช่วยกันระมัดระวังว่า ลำดับของ"เวลา" ที่ลงไว้นั้น จะต้องเรียงกันไปตามลำดับบรรทัด สอดคล้องกับลำดับรายชื่อที่เซ็นต์เรียงกันลงมาด้วย
จะได้ไม่กลายเป็นเรื่องตลก(ให้ถูกจับได้)ว่า คนที่อยู่บรรทัดบนดันมาทีหลังคนที่อยู่บรรทัดล่าง
ขาเลิกงาน ก็ในทำนองกลับกัน ต้องระมัดระวังไม่ให้ตรรกะผิดพลาด
ดังนั้นในตอนเช้า หากมีใครมาถึงตอนแปดโมงพอดีโดยไม่ได้มาเป็นคนสุดท้าย แต่ดันทำตัวเถรตรงลงเวลาจริงไปละก็ คนอื่นที่มาทีหลัง ก็จะเดือดร้อนกันไปหมด
หรือหากดันมาเป็นคนแรกของวันนั้นด้วย ก็ยิ่งยุ่งกันใหญ่
และใครก็ตาม ที่ไม่ยอมเลิกพฤติกรรมเถรตรง(ศีลไม่เสมอกัน)แบบนี้ จะถูกตราหน้าทันทีว่าเป็นแกะดำ ส่งผลให้ไม่มีผู้ร่วมงานอื่นๆอยากคบค้าสมาคมด้วย (จริงๆแล้วต้องถือว่าเป็นแกะขาวในหมู่แกะดำจึงจะถูก แต่ถึงกระนั้นก็คงไม่มีใครคบอยู่ดี)
เพราะว่า"เวลา" ที่ลูกจ้างพร้อมใจกันลงสมุดและเซ็นต์ชื่อไว้ จะไม่เคยตรงกับเวลาที่มาถึงจริง หรือกลับจริง
ใครมาถึงเป็นคนแรก จะกี่โมงก็ไม่รู้ละ ต้องลง"เวลา" เจ็ดโมงครึ่ง เอาไว้ก่อน
ใครมาถึงทีหลัง ก็จะลง"เวลา" เรียงตามลำดับต่อๆกันไป
และจะต้องเหลือ"เวลา" เผื่อไว้ ให้ผู้ที่มาถึงเป็นคนสุดท้ายสามารถลงบันทึกได้ว่าไม่เกินแปดโมง
ทั้งนี้ มีข้อที่ทุกคนต้องช่วยกันระมัดระวังว่า ลำดับของ"เวลา" ที่ลงไว้นั้น จะต้องเรียงกันไปตามลำดับบรรทัด สอดคล้องกับลำดับรายชื่อที่เซ็นต์เรียงกันลงมาด้วย
จะได้ไม่กลายเป็นเรื่องตลก(ให้ถูกจับได้)ว่า คนที่อยู่บรรทัดบนดันมาทีหลังคนที่อยู่บรรทัดล่าง
ขาเลิกงาน ก็ในทำนองกลับกัน ต้องระมัดระวังไม่ให้ตรรกะผิดพลาด
ดังนั้นในตอนเช้า หากมีใครมาถึงตอนแปดโมงพอดีโดยไม่ได้มาเป็นคนสุดท้าย แต่ดันทำตัวเถรตรงลงเวลาจริงไปละก็ คนอื่นที่มาทีหลัง ก็จะเดือดร้อนกันไปหมด
หรือหากดันมาเป็นคนแรกของวันนั้นด้วย ก็ยิ่งยุ่งกันใหญ่
และใครก็ตาม ที่ไม่ยอมเลิกพฤติกรรมเถรตรง(ศีลไม่เสมอกัน)แบบนี้ จะถูกตราหน้าทันทีว่าเป็นแกะดำ ส่งผลให้ไม่มีผู้ร่วมงานอื่นๆอยากคบค้าสมาคมด้วย (จริงๆแล้วต้องถือว่าเป็นแกะขาวในหมู่แกะดำจึงจะถูก แต่ถึงกระนั้นก็คงไม่มีใครคบอยู่ดี)
นายจ้างยุคหลังๆ จึงต้องนำเทคโนโลยี เข้ามาแทนที่การลงสมุด เปลี่ยนเป็นระบบตอกบัตร หรือรูดบัตรแตะบัตรเพื่อจะผ่านประตู
บางที่ก็ถึงขั้นสแกนลายนิ้วมือ หรือใบหน้าของลูกจ้างกันแล้ว
ทำให้การฝากเพื่อนร่วมงานที่มาถึงก่อนช่วยตอกบัตรหรือแตะบัตรแทนกัน เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หมดไป
เพราะเดี๋ยวนี้ หลายๆที่ทำงานจะบังคับให้พนักงานต้องแตะบัตรหรือสแกนกันหลายด่านหลายประตู กว่าจะเข้าไปถึงโต๊ะทำงานได้ โดยอ้างเหตุผลเรื่องการรักษาความปลอดภัย
ทุกๆประตูทุกๆด่าน จะมีเซ็นเซอร์ส่งสัญญานเพื่อบันทึกเวลาการเข้าออกของแต่ละคนไว้ในระบบทุกครั้ง
อยากรู้ว่าใครมากี่โมง กลางวันออกไปกินข้าวนานเท่าไร ระหว่างวันแว่บหายไปตอนไหนบ้าง เย็นกลับกี่โมง สามารถเรียกข้อมูลออกมาดูได้หมด
เป็นผลทำให้ทีมสปิริตอันเขัมข้นของเหล่าพนักงาน ผู้แข็งขันสามัคคีกันเซ็นต์ชื่อลงเวลาที่ไม่ตรงกับความจริง หรือฝากตอกบัตรเข้าออกแทนกัน เพื่อช่วยกันรักษา"เวลา" อันมีค่าของทุกๆคนไว้ ได้อย่างทั้งมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมาอย่างยาวนานนั้น
มีอันต้องถูก"ดิสรัปท์" ด้วยเทคโนโลยี ไปด้วยประการฉะนี้
แต่คงยังไม่ถึงกับต้องสิ้นหวัง เพราะบัดนี้ กระแสของเทคโนโลยี 4.0 ที่จะทำให้ลูกจ้างสามารถทำงานจากที่บ้านได้ เริ่มจะมาแรง
เชื่อได้เลยว่า สวัสดิการแอบแฝง ที่จะมาพร้อมกับการให้ทำงานจากที่บ้านได้ จะต้องมีอยู่มากมายมหาศาล ให้บรรดาเหล่าผู้กล้าและชอบศึกษาค้นคว้าทั้งหลายได้ตักตวงกันอย่างเต็มที่แน่ๆ
ระหว่างนี้ ลองกลับมาดูตัวอย่างอื่นๆในออฟฟิศ ที่น่าสนใจกันอีกบ้าง
คุณพี่รายหนึ่ง มาทำงานแต่เช้าก่อนคนอื่น เย็นก็กลับทีหลังคนอื่นแทบทุกวัน
แต่หากไขกุญแจเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน และตู้เก็บของ ที่นายจ้างของคุณพี่จัดไว้ให้(ทำงาน)ดูแล้วละก็
แทนที่จะเจอแฟ้มงาน หรือเอกสารเรื่องการงาน กลับเจอแต่เครื่องประดับสตรีที่ยังไม่ได้แกะหีบห่อ จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเต็มไปหมด บางทีก็เจอตุ๊กตุ่นตุ๊กตาและของเด็กเล่น
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะนอกจากคุณพี่จะเป็นเท้าแชร์ตัวแม่แล้ว ยังค้าขายเครื่องประดับ และของเล่นเด็กด้วย
ลูกค้าของคุณพี่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือเพื่อนร่วมงาน ทั้งสาวน้อยและสาวใหญ่ กับบรรดาคุณแม่ทั้งหลาย นั่นเอง
ภายหลัง ยังพัฒนาไปอีกระดับ ถึงขั้นจัดสรรที่ดินขายด้วย
ลูกค้าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอีก คือเพื่อนร่วมงานหนุ่มๆสาวๆ ที่อยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ยุคที่ที่ดินกำลังบูมนั่นเอง
มิน่า ช่วงหลังๆพอเปิดลิ้นชักเปิดตู้ดูแล้ว ถึงเริ่มเห็นเอกสารเป็นปึกๆบ้าง
มีคนนินทาอีกด้วยว่า คุณพี่คนนี้ น่าจะเป็นผู้ที่ได้รับสวัสดิการมากที่สุดจากบริษัทแล้ว
เพราะแม้แต่น้ำดื่ม ก็เคยเห็นคุณพี่มีกระติกส่วนตัวมากกว่าหนึ่งใบ นำมากรอกน้ำจากตู้น้ำดื่มที่ออฟฟิศ เอากลับไปบ้านด้วยทุกเย็น
และที่น่าทึ่งที่สุดคือ คุณพี่ท่านนี้มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานของนายจ้างเป็นอย่างดี มีตำแหน่งสุดท้ายได้เป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของฝ่ายตรวจสอบ (เขียนถูกแล้ว ฝ่ายตรวจสอบ)
อย่างไรก็ตาม สวัสดิการแอบแฝง จากงานประจำในออฟฟิศนั้น ไม่มีทางสู้ได้เลยกับงานที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินทางเพื่อไปปฏิบัติภารกิจนอกสถานที่บ่อยๆเป็นประจำ
ตัวอย่างเช่น งานขาย งานติดตั้งหรือซ่อมแซมอุปกรณ์ งานที่ปรึกษา ทำโปรเจ็คท์หรือจัดงานให้ลูกค้า เหล่านี้เป็นต้น
เพราะลูกจ้างในตำแหน่งหน้าที่เหล่านี้ สามารถบริหารจัดการทั้งเวลา เบี้ยเลี้ยง ค่ารถและค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า ฯลฯ สารพัด ได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง
ขอยกกรณีลูกจ้างตัวอย่างสองราย มาให้ลองพิจารณาเปรียบเทียบกันดูว่า คนไหนน่าจะได้รับ สวัสดิการแอบแฝง จากนายจ้างไปมากกว่ากัน
คนแรก ระหว่างที่ยังเป็นลูกจ้างอยู่ ก็วางแผนเปิดตลาดของเล่นไลฟสไตล์ ในแบบที่ตัวเองชื่นชอบไปพลางๆ
เริ่มด้วยการสร้างเว็บเขียนบทความ แนะนำให้ผู้อ่านสนใจในไลฟสไตล์ของตนก่อน
ต่อมาก็ชักชวนทั้งเพื่อนร่วมงาน และลูกค้าของนายจ้างที่ตนต้องติดต่อด้วยเป็นประจำ ให้ไปร่วมกิจกรรมไลฟสไตล์ ทดลองใช้ของเล่นสำหรับไลฟสไตล์นั้นด้วยกันในวันหยุด เป็นงานอดิเรกแบบแชร์ค่าใช้จ่ายกัน
จากนั้นก็หมั่นนำรูปถ่ายและเรื่องราว ของกิจกรรมและของเล่นเหล่านั้น มาบรรยายถึงความสนุกสนานลงในเว็บ
จูงใจให้ทุกๆคนที่ไปด้วยกันเข้ามาดู แล้วบอกต่อเพื่อขยายวงออกไป
ไม่กี่ปีผ่านไป พอมั่นใจว่าผู้ที่สนใจไลฟสไตล์นี้มีจำนวนมากแล้ว ก็จัดการต่อยอดเว็บเดิม เพิ่มหน้าขายของให้สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ และโฆษณากิจกรรมไปพร้อมกัน
สุดท้าย เมื่อกิจการดูจะมีศักยภาพเติบโตได้ดีขึ้นอีก ก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นลูกจ้าง มาเปิดร้านขายของ และจัดกิจกรรมไลฟสไตล์เพื่อส่งเสริมการขาย เป็นอาชีพหลักไปเลย
แถมยังกลายเป็นเซเล็บ ในหมู่ผู้นิยมติดตามไลฟสไตล์ของตนไปอีกด้วย
ส่วนคนหลัง ไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ มากไปกว่าใช้โอกาสในการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพื่อทำโปรเจ็คท์ของให้กับลูกค้าของนายจ้าง ทุกครั้งที่ไปก็จะรับออร์เดอร์ซื้อของมาขายให้กับเพื่อนร่วมงาน และลูกค้าของนายจ้างที่ตนติดต่ออยู่เป็นประจำทั้งสองฟาก
นอกจากนี้ยังเปิดคอนเน็คชั่นไว้ตามโรงแรมที่พักต่างๆ สำหรับจัดไพรเวททัวร์พาคนมาเที่ยวด้วย
รายนี้ ไม่เคยคิดจะลาออกเพื่อไปทำธุรกิจของตัวเองเต็มเวลาอย่างรายแรก
ยังคงอยู่เป็นลูกจ้าง ทำงานกินเงินเดือนจากนายจ้าง รับสวัสดิการอย่างอู้ฟู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ
แถมยังได้รับรางวัลนักขายดีเด่นจากผลการโหวตของเพื่อนพนักงาน ตามด้วยรางวัลบริการลูกค้าดีเด่นจากผลการโหวตของลูกค้า ได้รับโบนัสพิเศษจากนายจ้างติดต่อกันเป็นประจำทุกปี
นายจ้างเสนอเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ก็ไม่รับ บอกว่าตัวเองได้ทำงานที่มีความสุขและพึงพอใจดีแล้ว
อยู่ไปได้เรื่อยๆแบบนี้จนเกษียณอายุงาน (และได้ต่ออายุงานอีกหลายครั้งเสียด้วย)
ทั้งสองคนนี้ ทำงานให้นายจ้างรายเดียวกัน และบังเอิญด้วยว่า ภรรยาของทั้งสองคนนี้ก็เป็นเพื่อนสนิทกัน ต่างรู้ว่าสามีของเพื่อนตัวทำงานอยู่ในหน้าที่ตำแหน่งใด วันๆทำอะไรไปไหนมาไหนมาบ้าง
อยู่มาวันหนึ่ง ภรรยาของทั้งคู่ได้มาเจอกันในงานเลี้ยงรุ่นของโรงเรียนเก่า เจอเพื่อนฝูงคนอื่นๆอีกมากมาย ต่างไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันจ้อกแจ้ก
ภรรยาของคนหลัง กล่าวกับภรรยาของคนแรกอย่างชื่นชม ต่อหน้าเพื่อนๆทั้งหลายว่า
"แฟนเธอเก่งจังนะ สามารถเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นอาชีพประจำรายได้ดี"
ภรรยาของคนแรกยิ้มเขินๆ แล้วกล่าวตอบภรรยาของคนหลัง อย่างชื่นชมยิ่งกว่าไปว่า
"แฟนเธอเก่งกว่านะ เพราะสามารถเปลี่ยนอาชีพประจำให้กลายเป็นงานอดิเรกรายได้ดี"
บรรดาเพื่อนฝูงที่รับฟังการสนทนาของเพื่อนสองคนนี้อยู่ ต่างแลดูตากันไปมาแบบงงๆว่า ยัยสองคนนี้มันเล่นสำบัดสำนวนอะไรกัน ชั้นฟังแล้วไม่เห็นจะเข้าใจ
จึงขอจบเรื่อง สวัสดิการแอบแฝง ไว้แต่เพียงเท่านี้
ภรรยาของคนหลัง กล่าวกับภรรยาของคนแรกอย่างชื่นชม ต่อหน้าเพื่อนๆทั้งหลายว่า
"แฟนเธอเก่งจังนะ สามารถเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นอาชีพประจำรายได้ดี"
ภรรยาของคนแรกยิ้มเขินๆ แล้วกล่าวตอบภรรยาของคนหลัง อย่างชื่นชมยิ่งกว่าไปว่า
"แฟนเธอเก่งกว่านะ เพราะสามารถเปลี่ยนอาชีพประจำให้กลายเป็นงานอดิเรกรายได้ดี"
บรรดาเพื่อนฝูงที่รับฟังการสนทนาของเพื่อนสองคนนี้อยู่ ต่างแลดูตากันไปมาแบบงงๆว่า ยัยสองคนนี้มันเล่นสำบัดสำนวนอะไรกัน ชั้นฟังแล้วไม่เห็นจะเข้าใจ
จึงขอจบเรื่อง สวัสดิการแอบแฝง ไว้แต่เพียงเท่านี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น