วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

คำขวัญกับความเป็นจริง

นายจ้างทุกยุคสมัย ไม่ว่าไทยหรือเทศ มักชอบประดิษฐ์คำขวัญต่างๆขึ้นมาเพื่อปลุกใจและจูงใจ ให้ลูกจ้างทำงานอย่างขมีขมันขยันขันแข็งมากขึ้น มีความผิดพลาดน้อยลง ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

กับที่สำคัญยิ่งคือ ให้ลูกจ้างตอบสนองความต้องการของนายจ้างได้ทุกสิ่งทุกอย่างทุกเวลานาที ไม่ต้องคอยให้นายจ้างมาจ้ำจี้จ้ำไช สั่งโน่นชี้นี่ซ้ำแล้วซ้ำอีก

และเนื่องจากระบบสังคมแบบทาส ได้สูญสิ้นอย่างเป็นทางการไปจากโลกนี้นานมากแล้ว 

คำขวัญคำปลุกใจเหล่านี้ จึงต้องฟังแล้วเสมือนเป็นการเสริมสร้างคุณค่าของความเป็นมนุษย์ สนับสนุนการระดมสมอง ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมความสามัคคีรวมพลัง

ไม่ใช่คำขู่บังคับ ให้ต้องทำงานหนัก เสียสละอุทิศชีวิตให้กับองค์กร(หรือนายจ้าง)มิฉนั้นจะต้องถูกลงโทษหนัก อย่างแต่ก่อน

แต่เป้าหมายสุดท้ายก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก 

นั่นคือ ทำยังไงจะให้นายจ้างสามารถใช้งานลูกจ้าง ได้อย่างคุ้มค่าสุดๆนั่นเอง

ต้องยอมรับว่า ฝรั่งหัวไวในเรื่องแบบนี้มาก และคำขวัญคลาสสิคที่สุดอันนึง ที่ผู้เขียนเคยได้ยิน และดูจะแพร่หลายมาจนถึงเมืองไทย(กับอีกหลายประเทศ)ก็คือ

"คนคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กรเรา"

(People are our organization's most valuable asset)

คำขวัญนี้ เกิดมาจากคำปราศรัย ของประธานบริษัทซีร็อกซ์(Xerox)ในสหรัฐอเมริกา ต่อหน้าผู้ฟังในงานสัมมนาทางธุรกิจประกันภัย เมื่อปี พ.ศ.2546 

ต้นฉบับมีใจความเต็มๆว่า

"ลูกจ้างเป็นสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัท พวกเขาคือความได้เปรียบของท่านในการแข่งขัน ท่านต้องดีงดูดและรักษาคนที่ดีที่สุดไว้ ต้องส่งเสริม กระตุ้น และทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของบริษัท"

(Employees are a company's greatest asset - they're your competitive advantage. You want to attract and retain the best; provide them with encouragement, stimulus, and make them feel that they are an intregral part of the company's mission)

ซึ่งพอบอกต่อกันไปหลายๆทอดแล้ว ก็สั้นกระชับปรับลง เหลือเพียง People are our organization's most valuable asset หรือ คนคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กรเรา ดังที่กล่าวไปแล้ว 

กลายเป็นคำขวัญอันน่าฟังและดูดีเป็นอย่างยิ่ง มีผลให้บรรดาลูกจ้างต่างรู้สึกกว่าตัวเองก็มีคุณค่า นายจ้างก็แสนจะน่ารักขึ้นมาทันที

ส่วนนายจ้างจะเชื่อตามนั้น และปฏิบัติต่อลูกจ้างตามนั้นจริงๆหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องนึง

จึงขอเชื้อเชิญท่านผู้อ่านทุกท่าน เข้ามาแบ่งปันประสบการณ์กัน ว่านายจ้างของท่านเคยประกาศนโยบาย หรือเปล่งวาจาอะไรแบบนี้ให้ท่านได้ยินกันบ้างหรือไม่

หากเคย ก็พูดจริงทำจริงขนาดไหน

สำหรับผู้เขียน ซึ่งเคยผ่านนายจ้างมาแล้ว 4 ราย ทั้งไทยและเทศ และทำงานเกี่ยวข้องต้องพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดกับลูกจ้างอื่นอีกหลายสิบองค์กร ต้องขอบอกว่า 

ไม่เจอเลยสักราย

ไม่นานมานี้ ยังเคยได้อ่านบทความของฝรั่งด้วยกันเอง วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างถึงพริกถึงขิง

จะเป็นการกระแนะกระแหน หรือเพราะบรรลุสัจจธรรมของชีวิตแล้ว ก็ไม่อาจคาดเดาได้

ขาสรุปความ หลังจากยกต้วอย่างการศึกษาพฤติกรรมของนายจ้างหลายๆคน มาประกอบการวิเคราะห์ว่า

สุดท้ายแล้ว บรรดานายจ้างต่างยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่ผิด

ทุกรายสารภาพว่า จริงๆแล้ว เงินต่างหากคือสินทรัพย์ที่มีค่าและมีความสำคัญที่สุด 

ส่วนลูกจ้างนั้น อยู่ในระดับรองๆลงไป

นายจ้างรายหนึ่งยอมเปิดเผยด้วยว่า ในองค์กรของเขา ลูกจ้างมีความสำคัญอยู่ในลำดับที่ 9

พอถามต่อว่า บอกได้ไหมว่าลำดับที่ 8 คืออะไร

นายจ้างรายนั้นก็ตอบหน้าตาเฉยว่า ทิชชู่ห้องน้ำ

ในบ้านเรา หากมีการสำรวจกันแบบนี้บ้าง เชื่อได้เลยว่า คงไม่มีนายจ้างคนไหนกล้าตอบอะไรแบบนี้แน่ (ถึงแม้ในความเป็นจริง ก็อาจรู้สึกอะไรๆคล้ายกันอยู่บ้าง)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ ในวันที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้ามาแรงสุดๆ 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ่นยนต์ บิ๊กดาต้า ปัญญาประดิษฐ์ รถไม่ต้องใช้คนขับ ช้อปปิ้งหรือทำรายการต่างๆแทบทุกอย่างได้ทางออนไลน์ ฯลฯ

ทำให้นึกไม่ออกเลยว่า จากวันนี้เป็นต้นไป คุณค่าความสำคัญของลูกจ้างจะอยู่ในลำดับที่เท่าไร

ได้กล่าวถึงคำขวัญจากฝ่ายนายจ้างไปแล้ว ลองเปลี่ยนบรรยากาศ มาดูคำขวัญจากฝ่ายลูกจ้างบ้าง 

เป็นเรื่องเกี่ยวกับมูลค่า และการจัดลำดับของคนในองค์กรเช่นกัน

ถึงแม้จะออกไปทางเสียดสีประชดประชัน แต่ก็ลึกซึ้ง และสื่อให้เห็นความเป็นจริงได้มากกว่า และดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วย

แถมยังเขียนออกมาเป็นบทกลอน สะท้อนความละเมียดละไม แฝงด้วยอารมณ์สุนทรีย์แบบไทยๆ

ผู้เขียนเคยได้ยินบทกลอนนี้ ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน(จึงต้องปรับค่าเงินให้ตรงกับยุคสมัยด้วย)ส่วนต้นฉบับนั้นเชื่อกันว่า มาจากธนาคารขนาดใหญ่ในยุคนั้นแห่งหนึ่ง

บรรยายความไว้ดังนี้

"ดุๆด่าๆ เดือนละห้าหมื่น
 หลับๆตื่นๆ เดือนละหมื่นห้า
 เดินไปเดินมา เดือนละห้าพัน
 คุยกันทั้งว้น เดือนละพันห้า
 เหนื่อยแทบตาย..(อหิวาตกโรค)เดือนละห้าร้อย"

ทีนี้จะขอกล่าวถึงคำขวัญ หรือคำปลุกใจร่วมสมัยอื่นๆ ที่ทุกท่านน่าจะเคยได้ยิน และคงพอจะจำกันได้อีกบ้าง 

ตัวอย่างเช่น

"ประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมต้องมาก่อน"

"ต้องรู้จักคิดนอกกรอบ"

"เราจะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส"

และที่น่าจะดังมากที่สุดครั้งหนึ่งคือ

"คิดใหม่ทำใหม่"

กับล่าสุดคือ

"เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"


คำขวัญรุ่นใหม่ๆเหล่านี้ ผู้ประดิษฐ์เริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น ไม่ให้ต้องจบลงด้วยการทำให้นายจ้างถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกว่าไม่เป็นความจริง

ผู้เขียนจึงลองนำมาวิเคราะห์ และศึกษาเปรียบเทียบประสบการณ์จริงจากบรรดาลูกจ้าง ผู้มีนายจ้างที่ชื่นชมและชอบใช้คำขวัญเหล่านี้ดูบ้าง 

ก็ต้องยอมรับว่า เขานำเสนอได้ดีจริงๆ ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย

เพียงแต่..ต้องเติมเต็มข้อความที่ขาดหายไปให้ครบ..(ตามที่แสดงไว้ในวงเล็บ) เสียก่อน

นั่นคือ

ประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมต้องมาก่อน(โดยมีของฉันตามมาติดๆ)

ต้องรู้จักคิดนอกกรอบ(ของเธอ แล้วเข้ามาอยู่ในกรอบของฉัน)

เราจะเปลี่ยนวิกฤติ(ของเขา)ให้เป็นโอกาส(ของเรา)

และ

คิดใหม่(ให้เหมือนฉัน)ทำใหม่(ตามที่ฉันสั่ง)

กับขอปิดท้ายด้วย

เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง(ยกเว้นพวกที่ไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของเรา)

ไม่มีความคิดเห็น: