แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Vision ซึ่งน่าจะมีมานานเป็นร้อยหรือพันปีมาแล้ว
ในเมืองไทยก่อนหน้านั้น หากได้ยินคำว่า Vision ก็มักจะนึกถึงการวัดสายตาประกอบแว่นเป็นอย่างแรก ทุกวันนี้ร้านแว่นตาหลายร้านก็ยังมีคำนี้อยู่ในชื่อร้าน (หากไม่นับ True Vision)
ในภาษาอังกฤษ คำนี้แต่เดิมมักจะหมายถึงอะไรๆที่เกี่ยวกับการมองเห็น หรือบางทีก็หมายถึงการฝันเฟื่อง
จนกระทั่งมีการนำคำนี้มาใช้ในตำราบริหารธุรกิจ เลยกลายเป็นหมายถึงการมองไปข้างหน้า ว่าอยากเห็นธุรกิจของตัวเองอยู่ในสภาพ หรือมีสถานะเป็นอย่างไรในอนาคต
เหมือนพ่อแม่ชอบถามลูกๆตอนเด็กๆ ว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร นั่นเอง
แต่เดิมนั้น นายจ้างที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ จะมีการวางแผนงานประจำปีทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรองรับเป้าหมายในการเพิ่มยอดขาย เปิดตลาดในพื้นที่ใหม่ ออกสินค้าและบริการใหม่ ยุบหรือขยายสาขา ฯลฯ
หลายราย ตั้งทีมงานวางแผนขึ้นเป็นหน่วยงานประจำ สำหรับทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ
ทีมงานนี้ นอกจากจะต้องทำแผนงานดังกล่าวให้นายจ้างทุกๆปีแล้ว ยังมีหน้าที่วิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก
คอยเฝ้าดูโอกาสใหม่ๆ อุปสรรคขวากหนามต่างๆ พร้อมทั้งประเมินจุดแข็งจุดอ่อน ในองคาพยพทุกส่วนของนายจ้างด้วย
เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ในปีต่อๆไปธุรกิจควรจะเดินหน้าไปทางไหน ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างไร จึงจะอยู่รอดและเติบโต
จากนั้น ก็ทำเป็นแผนงานใหญ่ประจำปี เสนอให้นายจ้างพิจารณาแก้ไขจนเป็นที่พอใจ
แล้วเริ่มทำแผนงานย่อย ร่วมกับลูกจ้างระดับบริหารทุกๆฝ่ายของนายจ้าง ให้สอดรับแผนใหญ่ที่นายจ้างเห็นชอบแล้วอีกที
งานทำแผนดังที่กล่าวมานี้ ต้องใช้เวลา สมอง และแรงงานอย่างมาก ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกมากมาย จากหลายฝ่ายหลายพวก เป็นจำนวนมหาศาลอย่างละเอียด เพื่อการสังเคราะห์วิเคราะห์
แล้วจึงเอาไปเรียบเรียง ให้เปฺ็นแผนงานว่า จะต้องทำอะไรกันบ้าง
ให้ทุกคนเข้าใจ และเห็นด้วยที่จะทำตาม
รวมๆแล้ว นับว่าเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจและสมองน่าดูเหมือนกัน กว่าจะจบลงได้อย่างเรียบร้อยในแต่ละรอบปี
วันดีคืนดี นายจ้างผู้ชอบตามกระแส ก็สั่งงานเพิ่มว่า ต่อไปนี้ ทีมงานทำแผนจะต้องคิดและเขียน "วิสัยทัศน์" มาให้ดู ก่อนจะเริ่มทำแผน
ฟังดูเหมือนไม่น่าจะยาก แต่จริงๆแล้วก็ไม่ง่ายนัก
เพราะการมองอนาคตไปหลายๆปีข้างหน้า ถ้าไม่ใช่การฝันเฟื่อง ก็คงต้องอาศัยวิชาโหราศาสตร์
ซึ่งไม่ใช่ความรู้ความสามารถ หรือความถนัดของนักวางแผน ที่ส่วนใหญ่มักจะเรียนมาทางบริหารธุรกิจ
แต่นายจ้างมักจะอ้างตำราของที่ปรึกษาทางการจัดการธุรกิจ (หลายรายลงทุนจ้างที่ปรึกษาเหล่านั้นมาช่วยยืนยัน)ว่า การจะประสบความสำเร็จ มันต้องมีแรงบันดาลใจ กระตือรือล้นทะเยอทะยาน อยากจะเห็นตัวเองเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน
แล้วค่อยไปวางแผน ว่าต้องทำอะไร กำจัดจุดอ่อนสร้างจุดแข็งตรงไหนอย่างไร ที่จะนำพาตัวเองไปสู่ความอยากมีอยากเป็นนั้นๆ
ไม่ใช่แค่วางแผนตำข้าวสารกรอกหม้อ เป็นรายปีไปเรื่อยๆอย่างแต่ก่อน
ที่ปรึกษาที่จ้างมานั้น ก็แสนจะรอบรู้ และเชี่ยวชาญการปลุกใจ
บางคนยกตัวอย่างวิสัยทัศน์ของ บิล เกตส์ สมัยเพิ่งเริ่มก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ว่า จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บนโต๊ะทำงานทุกตัวและในบ้านทุกหลัง
ทั้งๆที่ตัว บิล เกตส์ เอง ไม่เคยคิดจะผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ขาย
ฟังดูน่าทึ่งไม่น้อย เพราะถึงแม้วันนี้ บริษัทไมโครซอฟท์จะไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นอีกแล้วก็ตาม
แต่ บิล เกตส์ ยังคงร่ำรวยมหาศาลอยู่
ทีมงานทำแผนส่วนใหญ่ รับคำสั่งนายจ้างมาแล้ว ก็พยายามสนองความต้องการของนายจ้างกันเต็มที่
ไม่ค่อยกล้าย้อนถามนายจ้าง(ซึ่งๆหน้า)ว่า คนอื่นจะไปรู้ดีกว่านายจ้างได้อย่างไรว่า ตัวเองโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร
แค่นั้นไม่พอ ฝ่ายที่ปรึกษา ยังตั้งกติกาให้อีกด้วยว่า วิสัยทัศน์ที่ดี จะต้องไม่ยาวเกินไปจนคนจำไม่ได้
แต่ต้องกระชับ และฟังแล้วติดตาตรึงใจทั้งนายจ้างและลูกจ้างทุกคน
เล่นเอาทีมงานฝ่ายแผนบางคนบ่น(ลับหลัง)ว่า หากผมมีวิสัยทัศน์มาเสียตั้งแต่ก่อนว่า วันหนึ่งจะต้องมาเขียนวิสัยทัศน์ให้เพราะพริ้งถูกใจนายจ้าง ผู้ไม่รู้ว่าวิสัยทัศน์ของตัวเองเป็นอย่างไรละก็
ผมคงวางแผนให้ตัวเอง ไปเรียนวิชาโหงวเฮ้งกับวรรณศิลป์ เสริมหลักสูตรเสียตั้งนานแล้ว
แต่ไม่มีอะไรยากเกินการเรียนรู้ หรือเกินความสามารถของคนไทย(ถ้าอยากจะทำ)
ทุกวันนี้ องค์กรต่างๆ ทั้งเอกชนและแม้แต่ภาครัฐ ต่างก็มีวิสัยทัศน์เก๋ๆไก๋ๆ มากบ้างน้อยบ้าง ประกาศให้ทุกๆคนได้ทราบ ทั้งเป็นการภายในและภายนอก
วิสัยทัศน์ที่คิดออกมาได้ในปีแรกๆ มักจะฟังดูย้วยๆ ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วตัวเองอยากจะเป็น หรืออยากจะเห็นอะไรกันแน่
หรือไม่ก็ยาวยืดเยื้อ ฟังแล้วไม่ค่อยโดนใจ
ส่วนใหญ่ ต้องรออีกอย่างน้อยสักสองสามปี จึงจะเริ่มลงตัวตกผลึก
แต่ถึงแม้ว่า วิสัยทัศน์จะออกมาดูดี เป็นที่ติดตราตรึงใจของทั้งนายจ้างและลูกจ้างแล้วก็ตาม บางทีพอประกาศใช้ไปสักพัก ก็ต้องเปลี่ยนใหม่อีก
เหตุผลที่ต้องเปลี่ยน มักมีอยู่สามอย่าง
อย่างแรกคือ ไม่รู้ว่า ป่านนี้ได้เป็นอะไรอย่างที่อยากจะเป็นนั้นแล้วหรือยัง
อย่างที่สองคือ เชื่อว่า ได้เป็นอย่างที่อยากจะเป็นแล้ว ก็อยากจะเป็นอะไรอย่างอื่นต่อไปอีก
อย่างที่สาม(ดูเหมือนจะเยอะสุด)คือ กี่ปีๆผ่านไป ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่อยากจะเป็นนั้นเสียที เลยต้องหาอย่างอื่น ที่คิดว่าพอจะเป็นได้ง่ายกว่ามาแทน
มาดูตัวอย่างวิสัยทัศน์ ขององค์กรต่างๆในเมืองไทยกัน
ขออนุญาตไม่ออกชื่อ จะได้ทายเล่นสนุกๆ และวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ (บางรายดูจะออกไปทางคำขวัญเสียมากกว่า)
ธนาคารแห่งหนึ่ง:เป็นธนาคารที่ให้บริการด้านการเงินที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า มีความพร้อมด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ มีเทคโนโลยีและระบบงานที่ทันสมัย คงไว้ซึ่งความเป็นสากล ตลอดจนการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชีย
ธนาคารอีกแห่งหนึ่ง:จุดประกายให้ทุกคนใช้พลังของตนเอง เพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น
ธนาคารอีกแห่งหนึ่ง:เป็นธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด
ธนาคาร(ขออีกสัก)อีกแห่งหนึ่ง:..(ชื่อธนาคารนั้น)..ก้าวไกลไปกับคุณ
บริษัทให้บริการสื่อสารแห่งหนึ่ง:สร้างเสริมสังคมให้เข้มแข็งด้วยเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในมือ มอบโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเชื่อมต่อกันได้อย่างทั่วถึงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างสรรค์สังคมสำหรับอนาคตที่ดีกว่า
บริษัทให้บริการสื่อสารอีกแห่งหนึ่ง:เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในประเทศไทย
สายการบินแห่งหนึ่ง:มุ่งมั่นสร้างสรรค์ความเป็นเลิศ เพื่อเป็นสายการบินที่ดีที่สุดของเอเชีย
สายการบินอีกแห่งหนึ่ง:ทันสมัย,เป็นมิตร,คุ้มค่า
สายการบินอีกแห่งหนึ่ง:เป็นสายการบินที่ลูกค้าเลือกเป็นอันดับแรก ให้บริการดีเลิศด้วยเสน่ห์ไทย
อสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง:เราจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของตลาดเพื่อคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
อสังหาริมทรัพย์อีกแห่งหนึ่ง: ผู้นำด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในการสร้างนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม
อสังหาริมทรัพย์อีกแห่งหนึ่ง:เป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมใหม่ และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการอยู่อาศัย เพื่อตอบสนองความต้องการ พร้อมนำคุณภาพที่ดีกว่ามาสู่ลูกค้า
อบต.แห่งหนึ่ง:สาธารณูปโภคพร้อม สิ่งแวดล้อมดี ชุมชนเข้มแข็ง พัฒนาคุณภาพชีวิต ประชาชนมีส่วนร่วม สืบสานประเพณีวัฒนธรรม
อบต.อีกแห่งหนึ่ง:ประสานให้ติด คิดให้ใหม่ ทำงานโปร่งใส ใส่ใจประชาชน
บัดนี้จึงถือได้ว่า วิสัยทัศน์ได้ระบาดไปทั่วถึงทุกวงการ แทบทุกระดับแล้ว
จะคุยกันเรื่องอะไร ก็ต้องถามถึงวิสัยทัศน์ก่อน
นายจ้างที่เป็นรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ เวลาจะคัดเลือกผู้บริหารสูงสุด ยังต้องให้ผู้สมัครทุกราย แสดงวิสัยทัศน์ให้ฟัง
และบางทีก็ระบาดลงไปถึงลูกจ้างระดับล่างๆด้วย
กลายเป็นว่า ถ้าอยากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ต้องมีวิสัยทัศน์ของตนเองในการทำงานเสียก่อน
และบางทีก็ระบาดลงไปถึงลูกจ้างระดับล่างๆด้วย
กลายเป็นว่า ถ้าอยากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ต้องมีวิสัยทัศน์ของตนเองในการทำงานเสียก่อน
นายจ้างหลายรายทุกวันนี้ จะรับสมัครลูกจ้างระดับเด็กจบใหม่ ยังต้องมีคำถามเรื่องวิสัยทัศน์
ตรงนี้ มีเรื่องเล่าขำๆอยู่เรื่องหนึ่งว่า เลขานุการของนายจ้างท่านหนึ่ง ทำงานคุ้นเคยใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารมานาน จนได้รับความดีความชอบ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการ ทำหน้าที่ดูแลงานธุรการทั้งหมด
ที่ห้องงานสารบรรณ มีเด็กเสมียนคนหนึ่ง ทำงานขยันขันแข็ง วันๆเอาแต่ก้มหน้าก้มตาถ่ายสำเนา จัดเรียง เข้าเล่ม ทำปก ฯลฯ แข่งกับเวลา ไม่พูดไม่จา ไม่คุยเล่นอะไรกับใคร
เป็นที่สะดุดตาของคุณพี่ผู้จัดการ อดีตเลขานุการบริหารท่านนั้นมาก
วันหนึ่ง คุณพี่จึงเรียกตัวมาคุยด้วยความเอ็นดูและปรารถนาดี ถามไปว่า หนูมีวิสัยทัศน์ไหม
น้องเสมียน ผู้ยังอิหลักอิเหลื่อกับงานกองโตเร่งด่วนที่ค้างอยู่ มีคนรอคอยมากมาย ตอบอย่างงงๆว่า จะให้หนูทำอะไรหรือคะ
คุณพี่อธิบายว่า คนเราทุกคนต้องมีเป้าหมายในชีวิต ว่าวันหนึ่งอยากจะเป็นอะไร แล้วเราจะได้วางแผนชีวิตของเรา ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะไปสู่จุดนั้นได้ไงละคะ หนูมีเป้าหมายในชีวิตหรือยังว่าอยากเป็นอะไร
น้องเสมียนอึ้งไปสักพัก
ด้วยเกรงว่า งานที่ไหลต่อเนื่องเข้ามาเยอะแยะจะไม่เสร็จ เพราะมัวต้องมานั่งหาเป้าหมายในชีวิต จึงตอบแบบขอเอาตัวรอดไปจากตรงนี้ให้ได้ก่อนว่า ขอหนูไปคิดก่อนนะคะ
คุณพี่ยิ้มอย่างมีเมตตา แล้วยื่นคำขาดไปว่า พี่ให้เวลาหนูหนึ่งวันไปคิดนะคะ ว่าอนาคตหนูอยากเป็นอะไร และมีแผนจะทำอะไรสำหรับอนาคตบ้าง พรุ่งนี้พี่จะเรียกมาฟังคำตอบนะคะ
วันรุ่งขึ้น คุณพี่ก็เรียกน้องเสมียน ซึ่งเพิ่งเสร็จจากการถูกลูกค้ารุมทึ้งทวงถามงาน ว่าเมื่อไรจะเสร็จเสียที เข้ามาพบอีกจริงๆ
ตรงนี้ มีเรื่องเล่าขำๆอยู่เรื่องหนึ่งว่า เลขานุการของนายจ้างท่านหนึ่ง ทำงานคุ้นเคยใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารมานาน จนได้รับความดีความชอบ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการ ทำหน้าที่ดูแลงานธุรการทั้งหมด
ที่ห้องงานสารบรรณ มีเด็กเสมียนคนหนึ่ง ทำงานขยันขันแข็ง วันๆเอาแต่ก้มหน้าก้มตาถ่ายสำเนา จัดเรียง เข้าเล่ม ทำปก ฯลฯ แข่งกับเวลา ไม่พูดไม่จา ไม่คุยเล่นอะไรกับใคร
เป็นที่สะดุดตาของคุณพี่ผู้จัดการ อดีตเลขานุการบริหารท่านนั้นมาก
วันหนึ่ง คุณพี่จึงเรียกตัวมาคุยด้วยความเอ็นดูและปรารถนาดี ถามไปว่า หนูมีวิสัยทัศน์ไหม
น้องเสมียน ผู้ยังอิหลักอิเหลื่อกับงานกองโตเร่งด่วนที่ค้างอยู่ มีคนรอคอยมากมาย ตอบอย่างงงๆว่า จะให้หนูทำอะไรหรือคะ
คุณพี่อธิบายว่า คนเราทุกคนต้องมีเป้าหมายในชีวิต ว่าวันหนึ่งอยากจะเป็นอะไร แล้วเราจะได้วางแผนชีวิตของเรา ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะไปสู่จุดนั้นได้ไงละคะ หนูมีเป้าหมายในชีวิตหรือยังว่าอยากเป็นอะไร
น้องเสมียนอึ้งไปสักพัก
ด้วยเกรงว่า งานที่ไหลต่อเนื่องเข้ามาเยอะแยะจะไม่เสร็จ เพราะมัวต้องมานั่งหาเป้าหมายในชีวิต จึงตอบแบบขอเอาตัวรอดไปจากตรงนี้ให้ได้ก่อนว่า ขอหนูไปคิดก่อนนะคะ
คุณพี่ยิ้มอย่างมีเมตตา แล้วยื่นคำขาดไปว่า พี่ให้เวลาหนูหนึ่งวันไปคิดนะคะ ว่าอนาคตหนูอยากเป็นอะไร และมีแผนจะทำอะไรสำหรับอนาคตบ้าง พรุ่งนี้พี่จะเรียกมาฟังคำตอบนะคะ
วันรุ่งขึ้น คุณพี่ก็เรียกน้องเสมียน ซึ่งเพิ่งเสร็จจากการถูกลูกค้ารุมทึ้งทวงถามงาน ว่าเมื่อไรจะเสร็จเสียที เข้ามาพบอีกจริงๆ
แล้วถามพร้อมรอยยิ้ม อย่างมีเมตตายิ่งกว่าเมื่อวานว่า ตกลงหนูกลับไปคิดได้หรือยัง ว่าอนาคตอยากจะเป็นอะไร
น้องเสมียน นิ่งอึ้งไปยิ่งกว่าเมื่อวาน พยายามปั้นสีหน้าและน้ำเสียงให้เรียบที่สุด แล้วตอบว่า
หนูอยากตายค่ะ
น้องเสมียน นิ่งอึ้งไปยิ่งกว่าเมื่อวาน พยายามปั้นสีหน้าและน้ำเสียงให้เรียบที่สุด แล้วตอบว่า
หนูอยากตายค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น