ตลอดชีวิตของการเป็นลูกจ้าง คงไม่มีใครที่ไม่เคยต้องเข้าร่วมการประชุม
วัตถุประสงค์ของการประชุมมีมากมาย มีตั้งแต่ประชุมแจ้งข่าวสำคัญ ประชุมวางแผน ประชุมหาทางแก้ไขปัญหา ประชุมติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดงาน ประชุมขอความเห็นชอบให้ดำเนินการตามข้อเสนอ ฯลฯ
บางที่ทำงาน มีเรื่องให้ต้องเรียกประชุมกันได้ทั้งวัน และแทบจะทุกวัน เป็นผลให้บรรดาลูกจ้างทั้งหลาย วันๆหนึ่งได้แต่วิ่งเข้าวิ่งออกห้องประชุม จนจำไม่ได้ว่า วันนี้ประชุมเรื่องอะไรกันไปบ้าง
บางครั้งประชุมแล้ว ถกกันไปถกกันมา สามวาสองศอกเป็นเวลาหลายชั่วโมง ค่ำมืดแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ ก็นัดประชุมต่อพรุ่งนี้อีก
บางที่เด็ดกว่านั้น คือหลังจากถกกันไปมา(สามวาสองศอกอีกเหมือนกัน)ได้สักพัก ก็ปิดการประชุม โดยประธานสรุปสั้นๆว่า ตกลงกันตามนี้นะ
ทุกคนก็ออกมาจากห้องประชุมแบบงงๆ มองหน้ากันแล้วก็ถามว่า ตกลงกันว่าอะไร
แล้วก็มีเหมือนกัน ที่ประชุมกันเพื่อจะขอความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมให้รอบด้าน ก่อนจะตัดสินใจ
แต่ประธานกลับพูดเองเออเองอยู่คนเดียวตลอดการประชุม ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นพูดอะไรสักคำ
พอจบการประชุม ประธานก็ตัดสินใจเองเบ็ดเสร็จอีก ไม่ถามคนอื่นสักคำว่าเห็นด้วยไหม
ทุกคนก็ออกมาจากห้องประชุมแบบงงๆ มองหน้ากันแล้วก็ถามว่า แล้วจะประชุมไปทำไม
เรื่องสนุกๆเกี่ยวกับการประชุมมีอีกมากมาย แต่สำหรับผู้เขียนนั้น แค่สังเกตแล้วเปรียบเทียบบุคลิกภาพ และพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคน ก็สนุกมากแล้ว
บางคนเสียงค่อย บางคนเสียงดัง
บางคนพูดเรื่อยเปื่อย บางคนพูดวกไปวนมา
บางคนชอบแสดงโวหาร บางคนชอบประชดประชัน
บางคนชอบชมตัวเอง บางคนชอบตีลูกน่าสงสารให้คนเห็นใจ
บางคนพอเริ่มตื่นเต้นมากๆจะติดอ่าง บางคนชอบขัดคอ
บางคนก็ชอบพูดว่า เดี๋ยวๆ คุณรอให้ผมพูดให้จบก่อนซิ (มีจริงๆนะ แถมภายหลังยังได้เป็นใหญ่เป็นโตเสียด้วย)
บางคนก็ไม่ชอบนั่ง แต่ชอบลุกขึ้นเดินไปเดินมา ใครเรียกให้นั่งก็ไม่นั่ง ทำให้นึกถึงหนังโฆษณายาทารักษาโรคอย่างนึง ที่เป็นที่มาของวลีว่า ก็ลมมันเย็น
และก็มีบางคน ที่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่พูดอะไรเลย เอาแต่เล่นโทรศัพท์ แล้วก็กินของว่างที่เขาจัดไว้ให้
ซึ่งบางทีก็ไปว่าเขาไม่ได้นัก เพราะหลายๆที่ก็ชอบเชิญประชุมแบบเหวี่ยงแห คือขอให้มีคนมาประชุมเยอะๆไว้ก่อน ทำให้ดูพร้อมเพรียงอบอุ่นและมีความสำคัญ
โดยไม่สนใจว่า ผู้ได้รับเชิญเขามีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะประชุมกันนั้นไหม
บางคนตอบรับเชิญไปแล้ว มานั่งฟังเขาพูดกันได้สักพัก ถึงได้รู้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับตัวสักหน่อย
จะขอตัวลุกออกไป ก็เกรงว่าจะเสียมารยาทของความเป็นหมู่คณะ เลยต้องนั่งอยู่ต่อจนจบ
ข้างคนเชิญประชุม เห็นว่าครั้งนี้มาตามที่เชิญแล้ว คราวหน้าก็เลยเชิญอีก
ทีนี้จะปฏิเสธเขาไปตรงๆว่า อย่าเชิญผมเลย ผมไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยสักหน่อย ก็เกรงว่าจะทำให้เสียน้ำใจ(ของความเป็นหมู่คณะอีกเหมือนกัน)
หนนี้ จึงยกโน้ตบุ๊คมาทั้งเครื่อง เข้าไปนั่งทำงานมันในนั้นเสียเลย(อย่างน้อยก็มีของว่างกินฟรี)
เรื่องแบบนี้ ฝรั่งไม่ค่อยเป็น เท่าที่ผู้เขียนเคยเห็น ฝรั่งจะเชิญเฉพาะผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง และมีอำนาจที่จะไปจัดการตามข้อสรุปในที่ประชุมแล้วเท่านั้น
ใครไม่เกี่ยว หรือเกี่ยวก็จริงแต่เป็นลูกน้องเขาอีกที ไม่ต้องมา (และไม่ค่อยมีอะไรให้กินด้วย)
และที่สำคัญสุดของฝรั่งคือ การตรงต่อเวลา ในขณะที่คนไทยมักไม่ค่อยจะให้ความสำคัญนัก
ต้องรอให้มากันเยอะๆหรือจนครบก่อนค่อยเริ่ม จะสายหน่อย(หรือบางทีก็สายมาก)ก็ไม่เป็นไร
เรื่องตรงต่อเวลา ใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทองนี้ ออกจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมประจำชาติใครชาติมันอยู่เหมือนกัน
เท่าที่ผู้เขียนเคยพบเห็นมาด้วยตนเองนั้น พวกเยอรมัน อเมริกัน ดัทช์ เป็นสุดยอดในเรื่องนี้มาก
ไม่มีใครมาสายเกินเวลานัด
มาพร้อมหน้ากันตามเวลาแล้ว แค่ทักทายกันสั้นๆ แล้วเริ่มประชุมเข้าเรื่องเลย ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อนก็แนะนำตัวเพียงสั้นๆ แล้วก็เริ่มเลยอีกเหมือนกัน
ต่างจากพวกอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ถึงจะมาพร้อมหน้าพร้อมตากันตรงเวลา แต่หลังจากทักทายหรือแนะนำตัวแล้ว จะต้องมีการโอภาปราศัยกันเล็กๆน้อยๆพอเป็นพิธีก่อน
พวกอังกฤษก็พูดเรื่องลมฟ้าอากาศบ้างกีฬาบ้าง ถ้าเป็นพวกฝรั่งเศสก็คุยเรื่องการเมืองเรื่องข่าวฉาวบ้างนินทาบ้าง แล้วจึงจะเริ่มประชุม
ส่วนญี่ปุ่นนั้น แปลกไม่เหมือนใคร คือทุกคนยกเว้นประธานจะมาก่อนเวลานัด รอให้ได้เวลานัดเสียก่อนประธานจึงจะมาถึง
ประธานจะเชิญทุกคนดื่มชา และชวนคุยเรื่องสวยๆงามๆเพลิดเพลินจำเริญใจก่อนสักพัก แล้วค่อยเริ่มประชุม
ของไทยเรานั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า เรายินดีเปิดรับวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ มาดัดแปลงให้กลมกลืนกับขนบธรรมเนียมประเพณีของเราอยู่แล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องผู้อาวุโส(หรือคิดว่าตัวเองอาวุโส)จะต้องมาทีหลังเป็นคนสุดท้าย
และระหว่างที่นั่งรอกันอยู่นั้น ก็คุยได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าละครทีวีเมื่อคืนนี้ ข่าวสังคมซุบซิบ ไปจนถึงฟุตบอล ฝนตกรถติดน้ำท่วม หรือทริปท่องเที่ยวที่โน่นที่นี่
แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ไปเสียหมดทุกที่ทุกคน จริงๆแล้วก็มีไม่น้อย ที่อยากให้การประชุมเป็นไปอย่างตรงต่อเวลาโดยพร้อมเพรียงกัน
แต่ละที่ต่างก็มีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการเรื่องนี้ตามแบบฉบับของตน
บางที่เป็นที่รู้กันเองแบบไม่เป็นทางการว่า ถ้านัดเวลานี้ หมายถึงอีก 30-40 นาที ถึงจะมากันครบ
ผู้เชิญประชุมต้องใช้ศิลปในการกำหนดเวลาที่เหมาะสมเอาเอง ว่าควรจะนัดกี่โมง
บางที่ก็ใช้ไม้แข็ง โดยประธานในที่ประชุมต้องออกตัวแรงด้วย คือนัดเวลานี้ก็เริ่มประชุมเวลานี้เลย มีกี่คนก็ประชุมกันไปก่อน ไม่ต้องรอคนที่เหลือ
โดยเชื่อว่า ทำแบบนี้หลายๆครั้งเข้า ใครมาสายก็จะกลายเป็นเป้าสายตาให้คนอื่นเห็น เกิดความละอายคราวหน้าจะได้ไม่สายอีก
วิธีนี้บางที่ก็ใช้ได้ผล บางที่ก็ใช้ไม่ได้ผล สุดแล้วแต่บารมีของผู้เป็นประธานในที่ประชุม
มีอีกที่หนึ่งน่าจะสนุกที่สุด เริ่มจากผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่ง เพิ่งย้ายจากการเป็นลูกจ้างฝรั่งมาอยู่กับนายจ้างไทย เกิดอาการแบบที่ฝรั่งใช้คำว่า culture shock รู้สึกอึดอัดรำคาญมากกับการต้องนั่งรอคนมาสาย เวลาตนเชิญประชุมประจำสัปดาห์
หลังจากทนฮึดฮัดอึดอัดอยู่ได้สามสัปดาห์ ตนจึงเสนอ(ในที่ประชุม)ว่า ตั้งแต่ครั้งนี้ไปผมจะขอเก็บสตังค์จากผู้มาสายนาทีละบาท รายได้ทั้งหมดจะนำไปบริจาคการกุศล ให้กับมูลนิธิคนพิการ หรือเด็กปัญญาอ่อน
ที่ประชุม ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยผู้บริหารที่เป็นลูกหม้อเดิมๆทั้งหมด ได้ยินมธุรสวาจาของท่านประธานแล้ว ต่างนิ่งอึ้งกันไปครู่หนึ่ง
จากนั้นคนหนึ่งก็พูดขึ้น ด้วยน้ำเสียงแบบไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองนักว่า ก็น่าจะดีนะ จะได้เตือนสติให้ทุกคนมีความตรงต่อเวลากันมากขึ้น พวกเราต่างก็โตๆกันแล้วทุกคน
แต่แล้วก็มีอีกคนนึง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามาสายคนสุดท้ายประจำ พูดขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัดแต่สุขุมลุ่มลึกว่า ผมไม่มีปัญหานะ และยินดีจ่ายล่วงหน้าทันทีเดี๋ยวนี้เลย 500 บาท
และยังเสนอเพิ่มเติมด้วยว่า มีใครสนใจลงเงินร่วมกับผมอีกบ้างมั้ย ขอเชิญนะครับ ช่วยกันสมทบหน่อย จะได้ๆบุญกุศลกันแยะๆ
ก่อนจะปิดท้ายว่า และเพื่อความเป็นธรรม หากเมื่อใดปิดประชุมช้าเกินเลยกว่ากำหนด ก็ควรคืนเงินทุกคนนาทีละบาทเหมือนกันนะครับ แต่..สำหรับผม..ไม่เป็นไร..เพื่อการกุศลสำหรับผู้พิการและเด็กปัญญาอ่อนตามเจตนารมณ์ของท่านประธาน ผมยินดียกประโยชน์ส่วนนี้ให้ก็แล้วกัน
เงียบกันไปอีกครู่หนึ่ง ก็มีผู้เสริมขึ้นว่า ก็ควรจะแฟร์ๆนะ ทั้งค่าปรับและการกุศล ผมเสนอว่าเราพบกันครึ่งทาง ถ้าเลิกประชุมช้า ก็ลดจากหนึ่งบาทเหลือห้าสิบสตางค์ก็แล้วกัน
แล้วก็มีอีกความเห็นตามมาทันทีว่า อ้อ..ท่านประธานอย่าลืมให้เลขาฯลงบัญชีไว้ทุกครั้ง ให้ถูกต้องแม่นยำโปร่งใสตรวจสอบได้ด้วยนะครับ
และก่อนจะมีใครร่วมอภิปรายต่ออีก ท่านประธานก็รีบสรุปว่า เอาละๆ ขอขอบคุณผู้มีจิตกุศลทุกท่านที่ให้การสนับสนุน ผมขอเวลาให้จิตอาสาไปเตรียมการให้ครบถ้วน ตามข้อเสนอของทุกท่านให้ครบเสียก่อน จึงจะเริ่มดำเนินการจริง
ในการประชุมทุกๆสัปดาห์ต่อไปหลังจากครั้งนั้น ไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงกันอีกเลย และทุกคนยังคงมาสายกันเหมือนเดิม
รวมทั้งท่านประธานด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น