ครั้งแรกเป็นการไปเรียนหนังสือ ใช้เวลา 4 ปี
ครั้งที่สองหลังครั้งแรก 10 ปี เป็นการไปทำงานในฐานะลูกจ้าง ใช้เวลา 2 ปี
ครั้งที่สามหลังจากครั้งที่สอง 20 ปี เป็นการไปทำงานเป็นลูกจ้างอีกเหมือนกัน ใช้เวลา 1 ปี
จะเป็นเพราะดวง หรือสาเหตุปัจจัยอื่นใดก็แล้วแต่ การไปทั้ง 3 ครั้งนั้น ถึงแม้จะเป็นคนละประเทศกัน แต่ก็เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักเหมือนกัน และมีฝรั่งผิวขาวเป็นประชากรส่วนใหญ่ทั้งสิ้น
เพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านต้องเสียเวลาเดา จึงขอแถลงไขเลยว่าประเทศเหล่านี้คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย
ความที่ผู้เขียนมีนิสัยชอบวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์จากสถิติ เลยมักคิดไปเรื่อยอย่างลมๆแล้งๆว่า จะต้องมีการเดินทางครั้งที่สี่เกิดขึ้นอีก ภายในอีก 30 ปีหลังจากครั้งที่สาม
โดยต้องไปใช้เวลา 1/2 ปี ทำอะไรสักอย่างอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ หรือไม่ก็ไอร์แลนด์ เป็นแน่ (หากไม่ตายไปเสียก่อน เพราะตอนนั้นจะอายุ 80 แล้ว)
ระหว่างนี้ จึงขอใช้เวลาทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นได้สัมผัสมาด้วยตัวเอง ในสามประเทศก่อนหน้านี้ไปพลางๆก่อน ถือเป็นการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าสำหรับอนาคต
สมัยแรกที่ไปสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนมีอายุอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ เข้าเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ อันค่อนข้างเป็นที่นิยมของผู้ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศในยุคนั้น
สิ่งแรกที่ได้เรียนรู้คือพบว่า ฝรั่งที่มาเข้าเรียนหลักสูตรนี้ ส่วนใหญ่ทำงานกันมาค่อนข้างหลายปีแล้ว
หลายคนมีหน้าที่การงานในระดับบริหาร มาเรียนเพื่อจะนำความรู้ที่ได้ ไปต่อยอดความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตน
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีความได้เปรียบ นอกจากจะในเรื่องภาษาและการใช้ศัพท์แสงสำนวนเฉพาะด้านต่างๆแล้ว ยังสามารถนำประสบการณ์จริงมาอภิปรายในชั้นเรียน เพื่อเปรียบเทียบวิเคราะห์กรณีศึกษาต่างๆได้อย่างช่ำชอง
มีความคล่องแคล่วฉาดฉาน จับประเด็นได้เร็ว ตีโจทย์แตกได้มากกว่านักศึกษาชาวต่างประเทศ ซึ่งบากหน้าไปเรียนต่อทันทีที่จบปริญญาตรี โดยยังไม่เคยได้ทำงานทำการอะไร
วิธีแก้ไขเพื่อกำจัดจุดอ่อนของผู้เขียนในเรื่องนี้ ก็คือ อ่าน อ่าน และอ่าน
ไม่ใช่อ่านเพียงตำราของวิชาที่เรียน แต่ต้องอ่านพวกวารสารทางวิชาการบริหารธุรกิจ ที่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมีให้ค้นคว้ามากมาย ไปจนถึงพวกนิตยสารในแวดวงธุรกิจ ที่สามารถซื้อหามาอ่านได้เองในท้องตลาดด้วย
ทำให้เริ่มรู้จักหน้าค่าตาขององค์กรใหญ่น้อยต่างๆ ในแวดวงธุรกิจของที่นั่น และสามารถติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆ ในแวดวงธุรกิจเหล่านั้น
จนเริ่มมีความรู้ความเข้าใจกับสิ่งที่เขาพูดถึง หรือถกกันในห้องเรียน และสักพักหนึ่งถึงขั้นที่พอจะร่วมแลกเปลี่ยนแสดงความเห็นกับเขาได้บ้าง
ส่วนเรื่องการใช้ภาษา ถึงแม้จะมีการเตรียมตัวมาล่วงหน้า และสอบผ่านตามเกณฑ์ที่ทางสถาบันการศึกษากำหนดไว้
แต่ก็ต้องปรับหูให้เข้ากับสำเนียงท้องถิ่น และเรียนรู้สำนวนเฉพาะของแต่ละท้องที่ ให้สามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงด้วย
ผู้เขียนใช้ความพากเพียรในการดูโทรทัศน์ โดยเน้นรายการข่าวและทอล์คโชว์ต่างๆ ที่ทำให้ได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่เป็นปัจจุบัน จากปากของผู้คนหลากหลายที่มาและอาชีพ หลากหลายสำเนียงและสำนวน
ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้หมด แค่เพียงพอที่จะดำเนินชีวิตไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค ทั้งในและนอกห้องเรียนเท่านั้น
โดยมีการ "ปล่อยไก่" บ้างเป็นครั้งเป็นคราว
อย่างเช่นคำทักทาย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นการเฉพาะในท้องถิ่น ที่ผู้เขียนเชื่อว่าเพื่อนชาวไทยและชาวต่างชาติอื่นๆหลายคน ก็ตั้งตัวรับไม่ทันในช่วงแรกๆ
นั่นคือถามว่า "How are you doing?" และตอบว่า "Pretty good." ไม่ยักถามว่า "How do you do?" หรือ "How are you?" แล้วตอบว่า "Fine." อย่างที่เคยสอนกันไว้ในเมืองไทย
คำว่า pretty good นี้ ยังใช้แทนคำว่า very good อีกด้วย และดูจะเหมือนจะใช้ คำว่า pretty แทนคำว่า very ขยายคำคุณศัพท์อื่นๆกันในทุกโอกาส (แม้กระทั่ง pretty bad ก็ใช้)
ทำให้ผู้เขียนนึกขำๆว่า ในท้องถิ่นนี้คงจะหาอะไรสวยๆงามๆดูได้ยากกระมัง ถึงต้องใช้คำว่า pretty เพื่อปลอบใจกันเองอยู่บ่อยๆ
ที่จำได้แม่นอีกอัน ก็คือ พอขอบคุณว่า "Thank you." แล้ว แทนที่จะได้รับคำตอบว่า "You're welcome." (อย่างที่เคยสอนกันไว้ในเมืองไทยอีกเช่นกัน) กลับกลายเป็น "You bet." แทน
ซึ่งก็ทำให้ชอบนึกขำๆอีกว่า ชีวิตที่นี่คงขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนตลอดเวลา ถึงต้อง bet กันเป็นประจำ
ขอย้อนกลับมาเรื่องการเรียนการสอนที่นั่น ผู้เขียนพบว่าจุดเด่นที่เห็นได้ชัด คือการมุ่งเน้นให้ใช้กระบวนการตัดสินใจหรือแก้ปัญหา บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องล้วนๆ
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ จะต้องมีการเก็บบันทึกไว้อย่างสม่ำเสมอ อย่างเป็นระเบียบและเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนำมาแยกแยะตรวจสอบ และวิเคราะห์จนนำไปสู่ข้อสรุปได้อย่างชัดเจนถูกต้องว่าอะไรเป็นต้นเหตุ
เมื่อพิสูจน์ทราบต้นเหตุได้แล้ว ก็ระดมสมองหาวิธีการต่างๆ ว่าจะจัดการอะไรกับสิ่งที่เป็นต้นเหตุได้บ้าง
โดยจะต้องคาดการณ์ไปล่วงหน้าพร้อมๆกันด้วยว่า แต่ละทางเลือกที่ใช้จัดการกับต้นเหตุนั้น จะก่อให้เกิดผลอย่างไรตามมา
จากนั้นต้องประเมินผลดีผลเสียของแต่ละทางเลือก นำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อหาทางเลือกที่มีผลดีมากสุดผลเสียน้อยสุด หรือนำไปสู่ความอยากจะให้เป็นตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้มากที่สุด
การรวบรวมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาคิด วิเคราะห์ แล้วหาทางเลือกในการตัเสินใจแบบนี้ จริงๆแล้วดูจะไม่ต่างกับคำสอนเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หรือ อริยสัจ 4 ในศาสนาพุธ เท่าใดนัก
จึงไม่น่าแปลกใจว่า เดี๋ยวนี้นอกจากจะเห็นฝรั่งมาบวชพระกันอย่างจริงจังมากขึ้นแล้ว ยังเห็นข่าวว่า การนั่งสมาธิเจริญสติเริ่มแพร่หลายในหมู่ฝรั่งอีกด้วย
ได้กล่าวถึงจุดเด่นในการเรียนการสอนที่นั่นในสมัยนั้นไปแล้ว จึงขอกล่าวถึงจุดไม่เด่นบ้าง
เท่าที่ผู้เขียนจำได้ อย่างแรกก็คือไม่เน้นเรื่องความจำ
และยังจำได้ด้วยว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะความจำอาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ ไม่เหมือนกับข้อเท็จจริงและข้อมูลสถิติ ที่มีการเก็บบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ (ขอรับรองว่าผู้เขียนจำได้ไม่ผิด)
กับอีกเรื่องหนึ่ง คือการสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้กันในหมู่เพื่อนร่วมชั้นร่วมรุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายมิตรภาพ ซึ่งไม่เคยมีให้เห็นเลยในระหว่างเวลาที่เรียนนั้น
ถึงแม้จะมีการจัดดูงาน เยี่ยมชมสถานประกอบการต่างๆกันบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยการเลี้ยงสังสรรค์ใดๆมาเกี่ยวข้อง
ยกเว้นเพียงครั้งเดียว ที่อาจารย์จัดให้ไปทัศนศึกษา ดูระบบงานการผลิตของโรงเบียร์ในท้องถิ่น พร้อมกับขอใช้ห้องประชุมเป็นชั้นเรียนวิชาบริหารการผลิต ต่อไปในวันนั้นเลยด้วย
และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของที่นั่น ที่โรงเบียร์จะต้องเลี้ยงเบียร์ผู้มาเยี่ยมเยียนทุกคนแบบไม่อั้น ด้วยคำประกาศยืนยันจากเจ้าของสถานที่เองว่า "Don't worry. Your glass will never be empty."
ทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ จึงเฮฮากันเป็นพิเศษกับการเรียนการสอนในวันนั้น ผู้เขียนเองก็ต้องขับรถกลับบ้านด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากจบการศึกษาแล้ว ช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างศิษย์เก่า มีเพียงทะเบียนรุ่น ที่ทุกคนสามารถขอเข้าไปดู หรือแก้ไขข้อมูลของตนเองได้
กับจดหมายข่าวจากสถาบันการศึกษาเอง ที่สาระหลักคือการแจ้งว่า ทางสถาบันมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือมีหลักสูตรใหม่ หรือได้สร้างผลงานอะไรใหม่ๆบ้าง
ต่อด้วยสาระรอง คือการแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวของศิษย์เก่า ว่าใครได้ไปทำงานทำการ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่การงานอยู่ที่ไหนกันบ้าง (ศิษย์เก่าต้องแจ้งมาให้ทราบก่อน เว้นเสียแต่ว่ากลายเป็นคนดังไปแล้ว)
การไม่เน้นในเรื่องที่จะต้องกระชับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลให้แนบแน่นไว้ก่อน ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนจนจบไปแล้วให้เป็นรุ่นๆแบบนี้ น่าจะส่งผลมาจนถึงวัฒนธรรมการทำงานด้วยในระดับหนึ่ง
ผู้เขียนสังเกตเห็นได้ทุกครั้ง ที่นายจ้างของผู้เขียนมีความจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาทางการบริหาร ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน เข้ามาช่วยเสนอแนวทางวิธีการในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ
นั่นคือ ทางตัวแทนที่ปรึกษาจะคัดเลือก แล้วจัดส่งที่ปรึกษาแต่ละคน มาจากหลายสำนักงานในหลายประเทศ มีทั้งที่เป็นชาวอเมริกันเองและชาวต่างชาติอื่น เข้ามาฟอร์มทีมทำงานด้วยกัน โดยที่แต่ละคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
แน่นอนว่า นอกจากจะต้องมีประสบการณ์ และคุณสมบัติที่จะสามารถรับโจทย์จากลูกค้า คือนายจ้างของผู้เขียนได้แล้ว ทุกๆคนยังต้องร่วมกันทำงานเป็นทีมอย่างแน่นแฟ้นจนจบงาน
จากนั้นก็จะถูกส่งแยกย้ายกันไปรับงานของลูกค้ารายอื่นๆต่อไป ต้องเข้าร่วมทีมกับเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ ซึ่งไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยกันมาแต่ก่อนอีกเช่นกัน
ส่วนวิธีการทำงานของทีมที่ปรึกษาเหล่านี้ ก็ไม่ต่างจากที่ผู้เขียนได้เอ่ยถึงไปแล้ว ในเรื่องการเรียนการสอนที่ผู้เขียนได้ประสบมา
นั่นคือ จะต้องเริ่มด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อมูลและสถิติต่างๆ ตามที่มีการเก็บบันทึกไว้ในองค์กรของนายจ้างเสียก่อน
มีการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล หรือความน่าเชื่อถือในกรณีที่ไม่มีการบันทึกไว้ แต่ต้องอาศัยความจำจากหลายๆคน
หลังจากนั้นจึงใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวิเคราะห์หาปัญหา แนวทางในการแก้ไข ฯลฯ ดังที่ผู้เขียนได้บรรยายไปก่อนหน้านี้
นอกจากข้อมูลที่รวบรวมได้สดๆจากหน้างานแล้ว ที่ปรึกษาเหล่านี้ยังสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลกลางของตน ที่รวบรวมเอารายงานการวิเคราะห์ ข้อสรุป และข้อเสนอแนะต่างๆจากทุกๆงานก่อนหน้านี้ มาเปรียบเทียบหาความคล้ายคลึงหรือแตกต่าง เพื่อประยุกต์ใช้กับกรณีปัจจุบันด้วย
และเมื่องานครั้งนี้จบลง ทุกๆคนก็มีหน้าที่ต้องบันทึกข้อมูลทุกอย่างที่ได้รวบรวมและวิเคราะห์ รวมทั้งข้อสรุปและข้อเสนอแนะแก่ลูกค้า ลงในฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้เพื่อนร่วมงานอื่นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ในการรับงานใหม่ครั้งหน้าด้วยเช่นกัน
มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า วิธีการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันอย่าง Facebook ก็ตาม Google ก็ตาม หรือ Amazon ฯลฯ ใช้เป็นแนวทางหลักในการทำธุรกิจ ด้วยการติดตามบันทึกข้อมูลและพฤติกรรมของผู้ใช้งานทุกๆราย อย่างละเอียดทุกแง่มุม แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วย algorithm เพื่อหาทางชี้นำความคิด หรือนำเสนอสิ่งต่างๆ ที่ผู้ใช้งานจะไม่สามารถปฏิเสธได้นั้น
ดูจะไม่ต่างจากสิ่งที่สั่งสอนกันมาในหลักสูตรบริหารธุรกิจ ตั้งแต่หลายสิบปีก่อนหน้านี้แล้วเลย
ระหว่างที่ยังเรียนอยู่นั้น ผู้เขียนเคยอ่านบทความเชิงวิชาการชิ้นหนึ่ง เล่าว่าฝ่ายวิจัยตลาดของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายยาสีฟันในอเมริกาทุกบริษัท ล้วนมีข้อมูลสถิติเชิงลึกถึงขั้นรู้ได้ว่า ในประเทศนี้ มีผู้ที่เอาแปรงสีฟันจุ่มลงในแก้วน้ำทุกครั้งก่อนจะเริ่มสีฟัน คิดเป็นจำนวนร้อยละเท่าใดจากประชากรที่สีฟันได้เองแล้วทั้งหมด
อ่านแล้วก็รู้สึกขำๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ว่าเรื่องส่วนตัวในบ้านอันแสนจะเล็กน้อยขนาดนี้ (มัน)ยังหาทางล่วงรู้จนได้เชียวหรือ ช่างสอดรู้สอดเห็นอะไรกันขนาดนั้น
มาถึงวันนี้ นอกจากเล่น Facebook, Google, Youtube, ฯลฯ แล้ว ผู้เขียนเพิ่งได้ดูหนังสารคดีด้านเทคโนโลยี ที่มีการเตือนและสาธิตให้ดูว่า พวกแฮ็คเกอร์(มัน)สามารถเจาะเข้าถึงการบังคับและดูภาพจากกล้องวงจรปิด ที่เริ่มนิยมติดตั้งกันไว้ในบ้าน รวมทั้งสมาร์ททีวี ที่หลายบ้านก็เริ่มมีไว้ในห้องนอน ได้อย่างง่ายดายขนาดไหนแล้ว
ก็ชักจะไม่รู้สึกว่าขำ หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อีกต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น