วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เกริ่น

ผู้เขียนมีอาชีพเป็นลูกจ้างมาตลอด นับแต่วันแรกของการทำงานจนถึงวันสุดท้าย รวมเวลาทั้งหมด 35 ปี 9 เดือน

เคยเป็นทั้งลูกจ้างฝรั่งที่เป็นบริษัทข้ามชาติ และลูกจ้างบริษัทไทยข้ามชาติและไม่ข้ามชาติ มีทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ

เคยมีเจ้านายที่เป็นทั้งฝรั่งและคนไทย

เคยถูกส่งไปทำงานประจำในต่างจังหวัดบ้าง ต่างประเทศบ้าง ครั้งละปีบ้าง สองปีบ้าง

และมักอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ ที่หลายครั้งต้องเกี่ยวข้องกับการซื้อๆขายๆ

ก็เลยมีคู่ค้าที่เป็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากพวกฝรั่งหลายๆชาติแล้ว ก็ยังมีจีนและญี่ปุ่น เป็นส่วนใหญ่

หน้าที่การงานของผู้เขียน เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานระดับฝึกงาน ทำงานรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้างานโดยลำพัง

มาจบที่ตำแหน่งบริหารในลำดับชั้นที่สามจากตำแหน่งสูงสุด(จะเรียกว่า ผู้บริหารระดับสูงชั้นล่าง ก็ได้ หรือหากจะให้ตรงตามหลักภาษา คงต้องเป็น ผู้บริหารระดับสูงชั้นต่ำ)ต้องร่วมเกี่ยวข้อง และรับผิดชอบงานที่มีมูลค่าใช้จ่ายแต่ละปีมากกว่าหมื่นล้านบาท และมีลูกน้องในทุกๆระดับรวมกันราวสามร้อยกว่าคน

จากวันเริ่มต้นจนถึงวันสุดท้าย รวมกันได้ราวๆหนึ่งหมื่นสองพันกว่าวันนี้ ได้พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆมากมายหลายรูปแบบ ต้องพบปะกับผู้คนหลากหลาย ต้องสื่อสารปฏิสัมพันธ์กันหลายระดับในหลายมิติ นำไปสู่ความทรงจำและความประทับใจทั้งที่ดีและไม่(ค่อยจะ)ดีมากมาย

อาชีพลูกจ้างนั้น สำหรับคนที่ไม่ได้เกิดมามีฐานะร่ำรวย หรือเกิดมาพร้อมกับโชคลาภอันประเสริฐแล้ว ดูเหมือนจะเป็นภาคบังคับมากกว่าทางเลือก

นั่นหมายถึง ต้องใช้กำลังกายกำลังใจกำลังสมองและเวลา เข้าแลกกับค่าตอบแทนและความก้าวหน้าที่คิดว่าคุ้มค่าความเหนื่อย

บางครั้ง ถึงแม้จะเริ่มรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า แต่ก็อาจจะไม่มีทางเลือก(อื่นๆอีก)มากนัก นอกจากจะพยายามดิ้นรนหางานใหม่ ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงอีกเหมือนกัน ว่าเอาเข้าจริงแล้วคุ้มค่ากว่าเดิม หรือเท่าเดิม หรือแย่ลงไปอีก

บางคนอาจเชื่อว่า การออกไปเป็นนายตัวเอง รวบรวมทุนที่สะสมไว้ออกไปลงทุนค้าขายเปิดกิจการเอง หรือสมัยนี้อาจทางเลือกในการเป็นมือรับจ้างอิสระ (freelance) เป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เท่าที่เคยเห็นพบว่า ไม่ได้สมหวังเสียทุกคนไป บางคนกลายเป็นว่าอยากจะกลับมาเป็นลูกจ้างที่เดิม หรือไม่งั้นก็กลายเป็นคนที่เปลี่ยนงานใหม่ไปเรื่อยๆไม่หยุด (ผู้เขียนเองเปลี่ยนงานสามหน แต่จริงๆแล้วเคยตั้งใจบ่อยกว่านั้น)

แต่ก็มีบางราย ออกไปแล้วพักนึง แล้วสามารถกลับมาใหม่ได้ แถมได้ตำแหน่งได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นเสียด้วย (เป็นความสามารถพิเศษที่น่าสนใจทีเดียว)


โดยทั่วๆไปจึงพอจะสรุปได้ว่า ความสำเร็จหรือล้มเหลวในการเปลี่ยนงาน ขึ้นอยู่กับความรู้หรือไม่รู้ในรายละเอียด ทุกๆแง่ๆทุกๆมุมของสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองหลังจากเปลี่ยนงานแล้ว

ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าตอบแทนและสวัสดิการที่นายจ้างใหม่เสนอให้(ส่วนเรื่องออกไปทำธุรกิจเองนั้นขอละไว้ เพราะถือว่านอกเรื่องก็แล้วกัน)

เช่น นายใหม่จริงๆแล้วนิสัยใจคอเป็นอย่างไร(ดูดีเหมือนตอนสัมภาษณ์ไหม)สังคมเพื่อนร่วมงานใหม่เป็นอย่างไร งานใหม่หนักขึ้นในอัตราส่วนที่สูงกว่าค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

ค่าข้าวกลางวัน ค่าเดินทางไปกลับ แพงขึ้นตามไปด้วยหรือเปล่า 

ใช้โทรศัพท์สายนอกหรือทางไกลได้ไม่ได้(สมัยก่อน)ใช้อินเตอร์เน็ตได้ไม่ได้(สมัยนี้)เบิกเครื่องเขียนยุ่งยากไหม มีกาแฟฟรีไหมได้วันละกี่แก้ว ฯลฯ

แม้แต่เรื่องห้องน้ำสะอาดไม่สะอาด ก็ยังเคยได้ยิน

โดยธรรมชาติและความเป็นจริง ตอนอายุยังน้อย โอกาสเปลี่ยนงานจะมีแยะ แต่หลายคนมักไม่รอบคอบรอบด้านในการตัดสินใจเปลี่ยน

ครั้นอายุมากขึ้น รอบรู้รอบคอบมากขึ้น โอกาสในการเปลี่ยนงานกลับน้อยลง

พูดถึงเรื่องค่าตอบแทนในการจ้างงาน มีภาษาอังกฤษที่น่าสนใจอยู่สองคำ ที่มีความหมายคล้ายแต่ไม่ถึงกับเหมือนกันทีเดียว

ตอนผู้เขียนเป็นลูกจ้างบริษัทฝรั่งแห่งหนึ่ง เขาใช้คำว่า remuneration

แต่ก็เคยเห็นบริษัทอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าไทยหรือฝรั่ง ใช้คำว่า compensation

ตามความเข้าใจของผู้เขียน สองคำนี้มีความหมายไม่ต่างกันในเรื่องงานบริหารบุคคล ในภาพรวมก็คือ ระบบค่าตอบแทนให้กับลูกจ้าง หรือค่าเหนื่อยในการทำงานตามที่ถูกนายจ้างใช้งานนั่นเอง

แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในเชิงกฎหมาย compensation กลับเป็นเรื่องของการชดเชยความสูญเสีย เช่น พิการ ทุพลภาพ บาดเจ็บ เสียชีวิต

นั่นคือ เป็นการชดใช้ให้กับผู้ที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงจนเสียหาย มากกว่าจะหมายถึงรางวัลตอบแทนค่าเหนื่อย

และเคยได้ยินผู้รู้บางคนอธิบายว่า remuneration เป็นภาษาอังกฤษดั้งเดิม ส่วน compensation เป็นภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน ที่เพิ่งจะนำมาใช้ในงานบริหารงานบุคคลกันทีหลัง

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การเป็นลูกจ้างในอดีต อาจให้ความรู้สึกเหมือนการเข้าประกวดชิงรางวัล เป็นความสุขที่จะออกแรงทำผลงานเพื่อให้ได้รางวัลตอบแทน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ยากลำบากของชีวิต

แต่พอมาหลังๆ การเป็นลูกจ้างกลับกลายเป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ที่จะต้องมีการชดใช้ความเสียหายให้คุ้มค่า

ทุกวันนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่า ในโลกนี้มีบริษัทที่ใช้คำว่า remuneration หรือ compensation มากกว่ากัน

ใครที่กำลังสมัครงานอยู่ ลองหาคำตอบข้อนี้ไว้ล่วงหน้า เผื่อเป็นประโยชน์ช่วยให้พอคาดเดาได้ว่า

หากเข้าไปทำงานด้วยแล้ว ชีวิตจะเป็นอย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น: